สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ประวัติ หลวงพ่อ พระมหาวิบูลย์ พุทธญาโณ

ประวัติ หลวงพ่อ พระมหาวิบูลย์  พุทธญาโณ

 

 


ชื่อ พระมหาวิบูลย์ ฉายา พุทฺธญาโณ สังกัด มหานิกาย
วัดโพธิคุณ เลขที่ ๖๔ หมู่ที่ ๖ ถนน ตาก-แม่สอด
ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

เปรียญธรรม ๔ ประโยค นักธรรมเอก
วิชาสามัญประโยคครูพิเศษมูล


ชื่อเดิม วิบูลย์ นามสกุล ลวดเงิน
วัน / เดือน / ปีเกิด ๕ มีนาคม ๒๔๗๘ สัญชาติ ไทย เชื้อชาติ ไทย
สถานที่เกิดบ้าน ไผ่ท่าโพเหนือ หมู่ที่ ๑ ตำบล ไผ่ท่าโพ
อำเภอ โพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร


นามบิดา นายชิน นามสกุล ลวดเงิน
นามมารดา นางมอญ นามสกุล ลวดเงิน (เกิดศาสตร์)
เป็นบุตรชายคนโต ในบรรดาบุตรธิดา ๕ คน


อุปสมบทเมื่อ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ณ อุโบสถวัดชัยมงคล
ตำบลในเขต อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร


นามพระอุปัชฌาย์ พระครูพิเศษธรรมนิวิษฐ์ เจ้าคณะอำเภอ สังกัดวัดชัยมงคล
ตำบลในเขต อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ได้รับฉายา พุทฺธญาโณ
ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๑ พระครูพิเศษธรรมนิวิษฐ์ พระอุปัชฌาย์ ได้ส่งไปเรียนหนังสือ
นักธรรมและบาลี ที่วัดอินทารามวรวิหาร ตลาดพลู ธนบุรี กรุงเทพมหานครฯ
สังกัดอยู่ที่วัดอินทารามวรวิหาร ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ในปี ๒๕๒๕ ได้มาเป็นประธานสงฆ์ให้อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาได้มาเริ่มก่อตั้งวัดโพธิคุณ
เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดโพธิคุณ เมื่อ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๑ จนถึงปัจจุบัน


หลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ พุทธญาโณ

         พระภิกษุผู้มีความสำรวมเป็นอารมณ์แห่งวัดโพธิคุณ (สวนโพธิญาณ) บ้านแม่ห้วยหินฝน ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก
ได้เคยเขียนชีวประวัติของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต แห่ง วัดพระยาทำ ผู้ทรงอภิญญาเป็นเอก ไม่แพ้เกจิอาจารย์ท่านใดในกรุงรัตนโกสินทร์นี้มาแล้ว
จวบจนกระทั่งท่านได้มรณภาพไปเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ บรรดาศิษย์ทั้งหลายของท่านก็บังเกิดความว้าเหว่ประดุจนกที่ขาดร่มโพธิ์ร่ม ไทรเป็นที่พึ่งพิง
หากทว่าได้ ท่าน มหาประทุม จินตคุโณ พระ ภิกษุผู้ทรงคุณธรรมที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาฯ ของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติมาแนะนำว่า ศิษย์ของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติที่เก่งขนาดท่านออกปากชมเชยยังมีอยู่อีก องค์หนึ่ง ซึ่งจะเป็นที่พึ่งแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติได้
พระภิกษุองค์นี้ หลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติเคยเรียกมาใช้แทนตัวท่านเองอยู่เป็นเนืองนิตย์ ในสมัยที่ท่านยังอยู่วัดอินทารามตลาดพลู ครั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่
แต่พระภิกษุองค์ดังกล่าวท่านชอบออกธุดงค์หาความวิเวกเสมอมา ในระยะหลังบรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติ จึงไม่ค่อยจะได้รู้จักท่าน
ปัจจุบันนี้ท่านพำนักอยู่ที่วัดโพธิคุณ (สวนโพธิญาณ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ท่านผู้นี้คือ ท่านพระอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ

อยากได้หรือ...เอาไป


        บรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติทราบดังนั้น ก็พากันไปหาท่านพระอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ถึงวัดโพธิคุณ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
หนึ่งในจำนวนคณะศิษย์ของหลวงพ่อพระอาจารย์สุชาติมีอยู่ท่านหนึ่งชื่อ คุณทอง ประสิทธิรัตน ได้เข้าไปกราบนมัสการท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ซึ่งกำลังคุยอยู่กับแขกภายในกุฏิ แล้วถอยออกมานั่งรอข้างนอก พลางนึกในใจว่า
ถ้าท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เก่งจริง ทำยังไงเราจะได้คาถาดี ๆ สักอย่างหนึ่งจากท่าน
คุณทอง ประสิทธิรัตน นั่งคิดในใจอยู่คนเดียวได้ครู่หนึ่ง ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ก็เดินออกมาจากกุฏิส่งกระดาษให้แผ่นหนึ่งพร้อมกับบอก สั้น ๆ ว่า
โยมอยากจะได้คาถาหรือ... เอาไป
คุณทองมองดูกระดาษแผ่นนั้นก็เห็นลายมือของท่านเขียนคาถาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว คุณทองถึงกับนั่งตะลึง !
เมื่อกิตติศัพท์ของ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ใน ด้านคุณธรรมอันวิเศษของท่านได้แพร่หลายไปเช่นนี้ ผู้เขียนจึงกราบเรียนถามท่านมหาประทุม จินตคุโณ ว่าอยากจะพบพระอาจารย์มหาวิบูลย์ได้ที่ไหน นอกจากวัดโพธิคุณ ที่แม่สอด เพราะผู้เขียนมีสุขภาพไม่สู้จะสมบูรณ์พอที่จะเดินทางไปนมัสการท่านได้ถึง จังหวัดตาก
ท่านมหาประทุมก็แนะนำให้ผู้เขียนลองไปติดต่อสอบถามที่วัดอินทาราม ตลาดพลู ดูเถิด ด้วยท่านมักจะลงมาพำนักที่วัดอินทารามอยู่เสมอ
ผู้เขียนจึงไปเรียนถามพระภิกษุ วัดอินทาราม ถึงท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ก็เผอิญโชคดีที่ได้มีโอกาสกราบนมัสการท่านซึ่งกำลังรับแขกอยู่พอดี
ครั้นแขกของท่านนมัสการลากลับกันไปแล้ว ผู้เขียนจึงเข้าไปแนะนำตัวเองให้ท่านรู้จัก และกราบเรียนท่านว่าใคร่ขอสัมภาษณ์ชีวประวัติของท่านเพื่อเผยแพร่ลงใน นิตยสาร โลกทิพย์แต่ท่านขอผัดไปให้สัมภาษณ์ในวันหลัง
ในระหว่างนั้นผู้เขียนเกิดอยากได้คาถาของท่านมาสวดมนต์ภาวนากับเขาดูบ้าง หากทว่ายังไม่กล้าเอ่ยปากขอเพราะเพิ่งจะได้มีโอกาสนมัสการเป็นครั้งแรก
ครั้นได้เวลาพอสมควรผู้เขียนก็กราบนมัสการลา ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์บอกให้ผู้เขียนรอสักครู่แล้วท่านก็หยิบกระดาษมาเขียน อะไรไม่ทราบส่งให้ พลางบอกว่า คาถานี้ยาวหน่อยนะคุณโยมเล่นเอาผู้เขียนถึงกับตัวชาไปทั้งตัว !

 

พระภิกษุผู้สำรวม


         ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เป็นพระภิกษุที่อยู่ในอาการสำรวมตลอดเวลา

ท่านไม่ใช่พระที่ขาดความสำรวมแม้แต่น้อยนิด และเมื่อพบกันครั้งแรกผู้เขียนก็ระลึกนึกไปถึงพระภิกษุทั้งหลายผู้เคยเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะ ที่ผู้เขียนเคยมีวาสนาได้กราบไหว้ในทันที่เพราะอากัปกิริยาของท่านดูเสมือนได้รับการอบรมมาในแนวนั้นเช่นกัน
ท่านเป็นพระที่พูดน้อย คำพูดแต่ละประโยคจะพูดออกมาด้วยความมีสติ ไม่หัวเราะเฮฮาเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ เมื่อพอใจสิ่งใด กิริยาอาการของท่านในทุกอิริยาบถน่าเลื่อมใส น่ากราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง
ครั้นถึงเวลาที่นัดหมายท่านก็ให้สัมภาษณ์ตามความประสงค์ของผู้เขียนดังต่อไปนี้
..(เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อนะครับ)..

__________________

ชาติภูมิ
       

         ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เกิดที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง (โพธิ์ทะเลเดิม) จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ บิดามารดาประกอบอาชีพด้วยการทำนาเช่นชาวนาชนบททั้งหลายในสมัยนั้น
ท่านมีพี่น้องร่วมอุทร ๔ คน เป็นหญิง ๒ ชาย ๒ ท่านเป็นบุตรคนโต

 

อยากบวชมาตั้งแต่เด็ก


         ท่านเปิดเผยว่าไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด ท่านอยากจะบวชเป็นสามเณร เป็นพระภิกษุมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ขัดที่เป็นลูกชายคนโตถ้าท่านออกบวชทางครอบครัวก็จะไม่มีคนช่วยทำงาน
ความอยากที่จะบวชนั้น ท่านได้เดินทางไปยังวัดพระศรีมหาธาตุจังหวัดพิษณุโลก เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย โดยท่านบอกว่า
อาตมาได้ไปเห็นพระพุทธชินราชในครั้งนั้นแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธามนพระศาสนามากจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้หลวงพ่อพระพุทธชินราชช่วยให้อาตมาได้บวชเถิด ถ้าบวชแล้วจะไม่สึกตลอดชีวิต

 

 

 

...อย่างไม่คาดคิด


         ปีที่ท่านจะได้บวชเป็นสามเณร ทั้ง ๆ ที่มีอายุ ๒๐ แล้ว แต่ยังไม่ครบปีดี เพราะท่านเกิดปลายปี มีเหตุอยู่ว่า
ในปีนั้นท่านไปทำนาอยู่กับโยมผู้ชายของท่าน และในขณะนั้นฝนตกชุก ปลาพล่านไปมา ก็เลยนึกอยากจะทำลอบดักปลาจึงไปเอาไม้ไผ่มาเหลาเป็นซี่ลอบ
แต่เมื่อท่านกำลังนั่งเหลาซี่ลอบอยู่ดี ๆ นั้น เกิดเป็นตะคริวขึ้นที่มือ ทำให้ไม่สามารถจะเหลาไม้ไผ่ต่อไปได้ ท่านจึงเรียกน้องชายของท่านให้ช่วยมาบีบนวดมือให้
แล้วอาตมาก็หมดความรู้สึกไปตั้งแต่เช้า มารู้สึกตัวอีกครั้งตอนเที่ยงคืน
โยมแกก็ถามว่า อาตมาไปบนอะไรไว้บ้าง อาตมาก็บอกไปตามความจริง แกเลยพูดขึ้นว่า ถ้าอยากบวชถึงขนาดนี้ก็บวชไป อาตมาก็เลยได้บวชสมกับที่ปรารถนามาช้านาน
แต่การบวชครั้งนั้นเป็นเพียงบรรพชาเป็นสามเณร โดยท่านได้ไปบรรพชาที่วัดไผ่ท่าโพธิ์มี พระครูธรรมาภิรัตน์ เป็นพระอุปัชฌาย์
ครั้นบวชเณรได้พรรษาหนึ่งท่านก็เริ่มไปศึกษานักธรรมบาลีที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนากจังหวัดพิจิตร จนใกล้จะสอบก็ต้องสึกเพราะโยมผู้ชายของท่านเกิดเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทัน ด่วน !


ฝันประหลาด


         ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ เล่าถึงคืนที่โยมผู้ชายจะเสียชีวิตว่า
ในคืนนั้นท่านซึ่งกำลังป่วยหนักด้วยไข้รากสาดได้เกิดไข้สูงกว่าทุกวัน ทั้งท้องเดิน ทั้งอาเจียนจนคล้ายจะสลบไป ก็มียมทูตจำนวนสี่นายล้วนนุ่งผ้าแดง ตัวเปล่าเปลือยรูปร่างกำยำสูงใหญ่ จะเข้ามาจับท่าน
ท่านเห็นท่าไม่สู้จะดีก็ออกวิ่งหนีไปถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งจึงกระโดดลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้กองผักตบชวา
ยมทูตตามท่านมาถึงหนองน้ำก็กระโดดลงไปในหนองน้ำนั้น ๓ นาย เหลืออีกนายหนึ่งให้ยืนเฝ้าปากทางไว้ ซึ่งท่านเล่าถึงตอนนี้ว่า
อาตมาคำนวณดูกำลังเห็นว่ายมทูตในน้ำมีถึง ๓ คน เห็นจะสู้ไม่ไหว ก็ตัดสินใจผละจากกองผักตบชวาขึ้นจากหนองน้ำไปสู้กับยมทูตที่เฝ้าปากทาง
ยมทูตคว้าอาวุธจะมาทำร้ายอาตมาแย่งมาได้ ก็พอดีรู้สึกตัวแล้วก็หายป่วยแต่นั้นมา
ในคืนเดียวกันนั้นเอง โยมผู้ชายของท่านก็ฝันไปว่า เห็นใครก็ไม่ทราบมีจำนวน ๔ คน ไล่จับสามเณรลูกชายของตน แล้วเอาโซ่เหล็กมามัดตัว พลางถามสามเณรว่า รับได้ไหม? รับได้ไหม? ”
ฝ่ายโยมผู้ชายเมื่อเห็นเขาทรมานลูกชายเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร ก็เลยหันมาถามลูกของตนว่า
เณรรับเขาได้หรือไม่ได้ก็บอกเขาเถิด
ในฝันของโยมผู้ชายนั้นแกบอกว่า อาตมาว่ารับได้
พอบอกว่ารับได้เท่านั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ มาจับตัวอาตมาพุ่งลงแม่น้ำไป
โยมผู้ชายก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ปลุกโยมผู้หญิงแล้วเล่าให้ฟังไว้ พอวันรุ่งขึ้นโยมผู้ชายก็เสียเลย !” ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่า


อุปสมบท


        เมื่อจัดการฌาปนกิจศพบิดาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ช่วยมารดาของท่านเกี่ยวข้าว เพราะในปีนั้นทางบ้านทำนาไว้มากไม่มีกำลังคนจะเกี่ยวข้าวเพียงพอ ครั้นเกี่ยวข้าวเสร็จอายุท่านก็ครบเป็นพระได้
ตามปกติธรรมดาของชาวชนบทในสมัยนั้น เมื่อบ้านใดจะบวชลูกชาย ก็จำต้องป่าวประกาศเชิญแขกเหรื่อมาในงานทำขวัญนาค และมารดาของท่านอาจารย์วิบูลย์ก็ต้องการที่จะจัดงานเช่นนั้น โดยเตรียมเครื่องอัฐบริขารไว้แล้วจะไปเชิญหมอทำขวัญนาค
แต่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้ชิงบอกแก่มารดาของท่านในตอนนั้นเสียก่อนว่า ท่านต้องการบวชเงียบ ๆ และจะไปบวชเองเพียงแต่ขอให้มารดาอนุญาตเท่านั้นมารดาท่านก็นิ่งอั้น
ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ก็หอบเครื่องอัฐบริขารไปที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก โดยลำฟัง แต่มารดาของท่านได้ตามไปทันในวันรุ่งขึ้น
ก่อนที่จะบวชในคืนนั้นท่านพักอยู่ที่ศาลา โกนศีรษะเรียบร้อยแล้ว ท่านหลับไปก็ฝันว่า ไปพบบิดาที่หน้าประตูโบสถ์
ในความฝันนั้นท่านเป็นนาคแล้วโดยนุ่งขาวห่มขาวเป็นอันดี
ท่านเห็นบิดาของท่านมายืนอยู่เช่นนั้น ก็กล่าวชวนว่า
พ่อเข้าไปในโบสถ์ด้วยกันเถิดแต่บิดาไม่ยอมพูดด้วย ท่านก็นึกเสียใจว่าทำไมบิดาไม่ยอมพูดไม่ยอมเข้าไปในโบสถ์ร่วมบวชท่าน
ในฝันนั้นท่านนึกเสียใจจนร้องไห้ออกมา ครั้นตื่นขึ้นหมอนหนุนศีรษะเปียกน้ำตาไปหมด
รุ่งขึ้นในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๙๙ ท่านก็อุปสมบท ณ วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร มี ท่านพระครูวิเศษธัมมวินิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

มุ่งมั่นบุกบั่นเรียน


ครั้นท่านอุปสมบทบทเป็นพระนวกะที่วัดชัยมงคลแล้ว ก็เรียนทั้งบาลีและนักธรรมควบคู่กันไป
ตามธรรมดานั้นพระนวกะจะต้องเรียนถึง ๓ ปี จึงจะสมัครสอบบาลีได้ แต่ท่านอาจารย์วัดชัยมงคลเห็นท่านเรียนเก่ง พอเรียนได้ ๒ ปี ก็ให้ท่านเข้าสอบนักธรรมตรีกับเปรียญ ๓ ผลปรากฏว่าท่านสอบนักธรรมตรีได้ แต่สอบเปรียญ ๓ ตก ท่านเล่าว่า
พอสอบตกอาตมาอายเขาก็หนีมาจำพรรษาที่วัดค้างคาวจังหวัด ลพบุรี มาเรียนบาลีที่วัดบัวเรียนได้พรรษาหนึ่ง ก็เข้าสอบนักธรรมโทคู่กับเปรียญ ๓
ผลออกมาสอบได้นักธรรมโทแต่ตกเปรียญ ๓ อีก อาตมาก็ลงมากรุงเทพฯ มาพำนักอยู่วัดอินทาราม ตลาดพลูนี้ เมื่อปี ๒๕๐๑ ตั้งใจว่าจะเรียนเปรียญให้จงได้ถ้าเรียนไม่ได้ก็ให้ตายหมดเรื่องไป
จึงพยายามมุมานะดูหนังสือแต่เกิดป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบเสียอีก ต้องเข้าโรงพยาบาลไปผ่าตัดไส้ติ่ง
หลังจากผ่าตัดแล้วก็มุมานะเรียนบาลี ก็สอบได้เปรียญ ๓
จากนั้นก็เรียนต่อจนถึงปี ๒๕๐๔ โดยเรียนนักธรรมเอกกับวิชาครูที่กรมฝึกหัดครู ซึ่งสมัยนั้นเขาเปิดรับพระเณรเข้าเรียนได้ ก็สอบได้นักธรรมเอกและวิชาครู จึงเลิกเรียน แล้วไปเรียนพระอภิธรรมที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ของท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ อยู่พรรษาหนึ่ง

 

ไม่เชื่อก็ต้องลอง
ผู้เขียนได้นมัสการกราบเรียนถามท่านถึงสาเหตุที่มาปฏิบัติธรรมทั้ง ๆ ที่เป็นพระนักศึกษามาก่อน ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้เปิดเผยว่า
สาเหตุที่อาตมามาปฏิบัตินั้น เพราะเคยเข้าใจว่าธรรมะอยู่ที่การเรียน คือการศึกษาเล่าเรียนอาจจะทำให้เข้าใจธรรมะดี
แต่เรียน ๆ ไปจนได้นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก และมหาเปรียญแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิมไม่มีความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดสุขก็ยัง สุข ทุกข์ก็ยังทุกข์จิตใจไม่ดีขึ้น ก็เลยมาค้นหาธรรมะ ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน ธรรมะนั้นเป็นอย่างไร
ตอนนั้นอาตมาเกิดอคติต่อธรรมะ คือแทบไม่เชื่อว่าธรรมะนั้นมีจริง ! คิดว่าเป็นเพียงตัวหนังสือที่ชาวบ้านเขาเขียนกันขึ้นมาให้คนเรียนเท่านั้น
อาตมาเข้าใจอย่างนั้น มีความเห็นผิดขนาดนั้น ! ต่อมาจึงได้ตัดสินใจ หลังจากได้ยินท่านพระครูประกาศพูดบ้าง ครูบาอาจารย์ท่านพูดบ้าง
ครูบาอาจารย์ที่รู้จักมักคุ้นโดยเฉพาะหลวงพ่อใหญ่ ” (ท่าน เจ้าคุณวิเชียรมุนี) เจ้าอาวาสวัดอินทารามสมัยโน้น ท่านเป็นพระภาวนาแต่เป็นพระสันโดษ ท่านไม่ค่อยพูด อยู่เงียบ ๆ ท่านเรียกไปพูดให้ฟังก็เลยลองตัดสินใจภาวนาจากตำรา
มานั่งภาวนาอยู่ในกุฎิคืนหนึ่ง ผลก็คือรู้จักเหตุรู้จักผลดีขึ้น จิตใจสงบลง
อาตมาภาวนาโดยใช้เพ่งกสิณเพ่งน้ำอยู่คืนหนึ่ง รู้สึกสบายดี ก็เลยตั้งใจจะลองภาวนาดูสัก ๖ เดือน ถ้า ๖ เดือน ไม่รู้อะไรเลยก็จะเลิกแล้ว ไม่เชื่อแล้วธรรมะนี้

ปฏิบัติกันขั้นอุกฤษฏ์
เมื่อท่านอาจารย์มหาวิบูลย์พุทธญาโณ ตัดสินใจเช่นนั้น ท่านก็เริ่มปฏิบัติและปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง โดยใช้คำภาวนา พุท-โธบ้างใช้ภาวนา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจบ้าง
แต่ส่วนมากใช้ อาโปกสิณ หรือไม่ก็ เตโชกสิณ ท่านบอกว่าเป็นวิธีที่ง่ายหน่อย รวมจิตเร็ว
การปฏิบัติของท่านอาจารย์มหาวิบูลย์นั้น ท่านปฏิบัติอยู่ในสามอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่มีการนอนตลอด ๖ เดือน !
ยืนก็ภาวนา เดินก็ภาวน นั่งก็ภาวนา เพ่งกสิณบ้าง ถึงกระนั้นท่านยังบอกว่าสองเดือนแรกไม่เห็นผลอะไร พอเข้าเดือนที่สามจึงรู้สึกจะได้ผลดี จิตมีความรู้แปลก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็เกิดรู้ขึ้น อะไรที่แปลกปลอมเข้ามา จิตก็เริ่มรู้ทันเร็วขึ้น ธรรมะที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ผุดขึ้นมาในใจ
การปฏิบัติของท่านตอนนั้นทำให้สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายผ่ายผอม แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ท่านต้องการเห็นธรรมะ ท่านต้องการรู้ธรรมะ แม้ตัวจะตายท่านก็ยอม
พออาตมาปฏิบัติได้ครบ ๖ เดือนก็เข้าป่าท่านบอก

การธุดงค์ครั้งแรก
ครั้งแรกที่ท่านแบกกลดสะพายบาตรออกจากวัดอินทารามตลาดพลูนั้น ท่านธุดงค์ไปอยู่ที่เกาะสีชัง โดยถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด
เมื่อไปอยู่เกาะสีชังพักหนึ่งเห็นผู้คนชักจะพลุ่กพล่าน ท่านก็หนี ธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ ท่องเที่ยวหาวิเวกไปตั้งแต่พิษณุโลก แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่
ท่านบอกว่า อาตมาไม่ได้ไปแต่แม่ฮ่องสอนเท่านั้น
การธุดงค์ของท่านนั้นปฏิบัติเป็นประจำทุกปี นับแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ ถึงปัจจุบันนี้
..อ่านแล้วสลับกับชมภาพบรรยากาศรอบๆพระอุโบสถนะครับผมจะได้ไม่เบื่อ...

รูปขนาดเล็ก

ประวัติหลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ พุทธญาโณ-dsc00006-small-jpg.jpg Views:	70 Size:	38.2 KB ID:	17036  ประวัติหลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ พุทธญาโณ-dsc00033-small-jpg.JPG Views:	72 Size:	78.1 KB ID:	17037 

 

 

ฝันประหลาด

ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ เล่าถึงคืนที่โยมผู้ชายจะเสียชีวิตว่า

   ใน คืนนั้นท่านซึ่งกำลังป่วยหนักด้วยไข้รากสาดได้เกิดไข้สูงกว่าทุกวัน ทั้งท้องเดิน ทั้งอาเจียนจนคล้ายจะสลบไป ก็มียมทูตจำนวนสี่นายล้วนนุ่งผ้าแดง ตัวเปล่าเปลือยรูปร่างกำยำสูงใหญ่ จะเข้ามาจับท่าน

   ท่านเห็นท่าไม่สู้จะดีก็ออกวิ่งหนีไปถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งจึงกระโดดลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้กองผักตบชวา

   ยมทูตตามท่านมาถึงหนองน้ำก็กระโดดลงไปในหนองน้ำนั้น ๓ นาย เหลืออีกนายหนึ่งให้ยืนเฝ้าปากทางไว้ ซึ่งท่านเล่าถึงตอนนี้ว่า

   “ อาตมา คำนวณดูกำลังเห็นว่ายมทูตในน้ำมีถึง ๓ คน เห็นจะสู้ไม่ไหว ก็ตัดสินใจผละจากกองผักตบชวาขึ้นจากหนองน้ำไปสู้กับยมทูตที่เฝ้าปากทาง

   ยมทูตคว้าอาวุธจะมาทำร้ายอาตมาแย่งมาได้ ก็พอดีรู้สึกตัวแล้วก็หายป่วยแต่นั้นมา

   ใน คืนเดียวกันนั้นเอง โยมผู้ชายของท่านก็ฝันไปว่า เห็นใครก็ไม่ทราบมีจำนวน ๔ คน ไล่จับสามเณรลูกชายของตน แล้วเอาโซ่เหล็กมามัดตัว พลางถามสามเณรว่า รับได้ไหม? รับได้ไหม? ”

   ฝ่ายโยมผู้ชายเมื่อเห็นเขาทรมานลูกชายเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร ก็เลยหันมาถามลูกของตนว่า

   “ เณรรับเขาได้หรือไม่ได้ก็บอกเขาเถิด

   “ ในฝันของโยมผู้ชายนั้นแกบอกว่า อาตมาว่ารับได้

   พอบอกว่ารับได้เท่านั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ มาจับตัวอาตมาพุ่งลงแม่น้ำไป

   โยมผู้ชายก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ปลุกโยมผู้หญิงแล้วเล่าให้ฟังไว้ พอวันรุ่งขึ้นโยมผู้ชายก็เสียเลย !” ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่า

 

อุปสมบท

   เมื่อ จัดการฌาปนกิจศพบิดาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ช่วยมารดาของท่านเกี่ยวข้าว เพราะในปีนั้นทางบ้านทำนาไว้มากไม่มีกำลังคนจะเกี่ยวข้าวเพียงพอ ครั้นเกี่ยวข้าวเสร็จอายุท่านก็ครบเป็นพระได้

   ตาม ปกติธรรมดาของชาวชนบทในสมัยนั้น เมื่อบ้านใดจะบวชลูกชาย ก็จำต้องป่าวประกาศเชิญแขกเหรื่อมาในงานทำขวัญนาค และมารดาของท่านอาจารย์วิบูลย์ก็ต้องการที่จะจัดงานเช่นนั้น โดยเตรียมเครื่องอัฐบริขารไว้แล้วจะไปเชิญหมอทำขวัญนาค

   แต่ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้ชิงบอกแก่มารดาของท่านในตอนนั้นเสียก่อนว่า ท่านต้องการบวชเงียบ ๆ และจะไปบวชเองเพียงแต่ขอให้มารดาอนุญาตเท่านั้นมารดาท่านก็นิ่งอั้น

   ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ก็หอบเครื่องอัฐบริขารไปที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก โดยลำฟัง แต่มารดาของท่านได้ตามไปทันในวันรุ่งขึ้น

   ก่อนที่จะบวชในคืนนั้นท่านพักอยู่ที่ศาลา โกนศีรษะเรียบร้อยแล้ว ท่านหลับไปก็ฝันว่า ไปพบบิดาที่หน้าประตูโบสถ์

   ในความฝันนั้นท่านเป็นนาคแล้วโดยนุ่งขาวห่มขาวเป็นอันดี

   ท่านเห็นบิดาของท่านมายืนอยู่เช่นนั้น ก็กล่าวชวนว่า

   “ พ่อเข้าไปในโบสถ์ด้วยกันเถิดแต่บิดาไม่ยอมพูดด้วย ท่านก็นึกเสียใจว่าทำไมบิดาไม่ยอมพูดไม่ยอมเข้าไปในโบสถ์ร่วมบวชท่าน

   ในฝันนั้นท่านนึกเสียใจจนร้องไห้ออกมา ครั้นตื่นขึ้นหมอนหนุนศีรษะเปียกน้ำตาไปหมด

   รุ่งขึ้นในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๙๙ ท่านก็อุปสมบท ณ วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร มี ท่านพระครูวิเศษธัมมวินิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

 

มุ่งมั่นบุกบั่นเรียน

   ครั้นท่านอุปสมบทบทเป็นพระนวกะที่วัดชัยมงคลแล้ว ก็เรียนทั้งบาลีและนักธรรมควบคู่กันไป

   ตาม ธรรมดานั้นพระนวกะจะต้องเรียนถึง ๓ ปี จึงจะสมัครสอบบาลีได้ แต่ท่านอาจารย์วัดชัยมงคลเห็นท่านเรียนเก่ง พอเรียนได้ ๒ ปี ก็ให้ท่านเข้าสอบนักธรรมตรีกับเปรียญ ๓ ผลปรากฏว่าท่านสอบนักธรรมตรีได้ แต่สอบเปรียญ ๓ ตก ท่านเล่าว่า

   “ พอ สอบตกอาตมาอายเขาก็หนีมาจำพรรษาที่วัดค้างคาวจังหวัดลพบุรี มาเรียนบาลีที่วัดบัวเรียนได้พรรษาหนึ่ง ก็เข้าสอบนักธรรมโทคู่กับเปรียญ ๓

   ผลออกมาสอบได้นักธรรมโท แต่ตกเปรียญ ๓ อีก อาตมาก็ลงมากรุงเทพฯ มาพำนักอยู่วัดอินทาราม ตลาดพลูนี้ เมื่อปี ๒๕๐๑ ตั้งใจว่าจะเรียนเปรียญให้จงได้ถ้าเรียนไม่ได้ก็ให้ตายหมดเรื่องไป

   จึงพยายามมุมานะดูหนังสือแต่เกิดป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบเสียอีก ต้องเข้าโรงพยาบาลไปผ่าตัดไส้ติ่ง

   หลังจากผ่าตัดแล้วก็มุมานะเรียนบาลี ก็สอบได้เปรียญ ๓

   จาก นั้นก็เรียนต่อจนถึงปี ๒๕๐๔ โดยเรียนนักธรรมเอกกับวิชาครูที่กรมฝึกหัดครู ซึ่งสมัยนั้นเขาเปิดรับพระเณรเข้าเรียนได้ ก็สอบได้นักธรรมเอกและวิชาครู จึงเลิกเรียน แล้วไปเรียนพระอภิธรรมที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ของท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ อยู่พรรษาหนึ่ง

 

ไม่เชื่อก็ต้องลอง

   ผู้ เขียนได้นมัสการกราบเรียนถามท่านถึงสาเหตุที่มาปฏิบัติธรรมทั้ง ๆ ที่เป็นพระนักศึกษามาก่อน ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้เปิดเผยว่า

   “ สาเหตุที่อาตมามาปฏิบัตินั้น เพราะเคยเข้าใจว่าธรรมะอยู่ที่การเรียน คือการศึกษาเล่าเรียนอาจจะทำให้เข้าใจธรรมะดี

   แต่ เรียน ๆ ไปจนได้นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก และมหาเปรียญแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิมไม่มีความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดสุขก็ยัง สุข ทุกข์ก็ยังทุกข์จิตใจไม่ดีขึ้น ก็เลยมาค้นหาธรรมะ ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน ธรรมะนั้นเป็นอย่างไร

   ตอนนั้นอาตมาเกิดอคติต่อธรรมะ คือแทบไม่เชื่อว่าธรรมะนั้นมีจริง ! คิดว่าเป็นเพียงตัวหนังสือที่ชาวบ้านเขาเขียนกันขึ้นมาให้คนเรียนเท่านั้น

   อาตมาเข้าใจอย่างนั้น มีความเห็นผิดขนาดนั้น ! ต่อมาจึงได้ตัดสินใจ หลังจากได้ยินท่านพระครูประกาศพูดบ้าง ครูบาอาจารย์ท่านพูดบ้าง

   ครูบาอาจารย์ที่รู้จักมักคุ้นโดยเฉพาะหลวงพ่อใหญ่ ” (ท่านเจ้าคุณวิเชียรมุนี) เจ้าอาวาสวัดอินทารามสมัยโน้น ท่านเป็นพระภาวนาแต่เป็นพระสันโดษ ท่านไม่ค่อยพูด อยู่เงียบ ๆ ท่านเรียกไปพูดให้ฟังก็เลยลองตัดสินใจภาวนาจากตำรา

   มานั่งภาวนาอยู่ในกุฎิคืนหนึ่ง ผลก็คือรู้จักเหตุรู้จักผลดีขึ้น จิตใจสงบลง

   อาตมา ภาวนาโดยใช้เพ่งกสิณเพ่งน้ำอยู่คืนหนึ่ง รู้สึกสบายดี ก็เลยตั้งใจจะลองภาวนาดูสัก ๖ เดือน ถ้า ๖ เดือน ไม่รู้อะไรเลยก็จะเลิกแล้ว ไม่เชื่อแล้วธรรมะนี้

 

ปฏิบัติกันขั้นอุกฤษฏ์

   เมื่อท่านอาจารย์มหาวิบูลย์พุทธญาโณ ตัดสินใจเช่นนั้น ท่านก็เริ่มปฏิบัติและปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง โดยใช้คำภาวนา พุท-โธบ้างใช้ภาวนา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจบ้าง

   แต่ส่วนมากใช้ อาโปกสิณ หรือไม่ก็ เตโชกสิณ ท่านบอกว่าเป็นวิธีที่ง่ายหน่อย รวมจิตเร็ว

   การปฏิบัติของท่านอาจารย์มหาวิบูลย์นั้น ท่านปฏิบัติอยู่ในสามอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่มีการนอนตลอด ๖ เดือน !

   ยืน ก็ภาวนา เดินก็ภาวน นั่งก็ภาวนา เพ่งกสิณบ้าง ถึงกระนั้นท่านยังบอกว่าสองเดือนแรกไม่เห็นผลอะไร พอเข้าเดือนที่สามจึงรู้สึกจะได้ผลดี จิตมีความรู้แปลก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็เกิดรู้ขึ้น อะไรที่แปลกปลอมเข้ามา จิตก็เริ่มรู้ทันเร็วขึ้น ธรรมะที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ผุดขึ้นมาในใจ

   การ ปฏิบัติของท่านตอนนั้นทำให้สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายผ่ายผอม แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ท่านต้องการเห็นธรรมะ ท่านต้องการรู้ธรรมะ แม้ตัวจะตายท่านก็ยอม

   “ พออาตมาปฏิบัติได้ครบ ๖ เดือนก็เข้าป่าท่านบอก

 

การธุดงค์ครั้งแรก

   ครั้งแรกที่ท่านแบกกลดสะพายบาตรออกจากวัดอินทารามตลาดพลูนั้น ท่านธุดงค์ไปอยู่ที่เกาะสีชัง โดยถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด

   เมื่อ ไปอยู่เกาะสีชังพักหนึ่งเห็นผู้คนชักจะพลุ่กพล่าน ท่านก็หนี ธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ ท่องเที่ยวหาวิเวกไปตั้งแต่พิษณุโลก แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่

   ท่านบอกว่า อาตมาไม่ได้ไปแต่แม่ฮ่องสอนเท่านั้น

   การธุดงค์ของท่านนั้นปฏิบัติเป็นประจำทุกปี นับแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ ถึงปัจจุบันนี้

 

 

ถูกหลวงปู่แหวนทรมาน

   ในระยะที่ท่านธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือนั้น มีอยู่ปีหนึ่ง (๒๕๑๖) ท่านได้เดินทางไปนมัสการ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อไปขอศึกษาธรรมะกับหลวงปู่

   ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านถูกหลวงปู่แหวนทรมานมาก เพราะท่านเป็นคนชอบคิดชอบลอง

   เมื่อ ครั้งไปอยู่กับหลวงปู่ใหม่ ๆ ท่านเคยคิดว่า หนังสือพิมพ์เคยลงว่า หลวงปู่แหวนเหาะได้ ท่านก็มานึกว่าถ้าหลวงปู่เหาะได้จริงก็ลองเหาะให้ท่านดูสักทีซิ !

   เพียงแต่ท่านนึกในใจเงียบ ๆคนเดียวเท่านั้น ประเดี๋ยวเดียวหลวงปู่ก็ใช้ให้พระมาตามไปพบแล้วท่านก็ดุว่า มัวแต่คิดนอกลู่นอกทางอยู่อย่างนี้ จะได้มรรคได้ผลอะไร จากนั้นหลวงปู่ก็สั่งสอนอบรมให้แนวทางปฏิบัติต่อไป

   “ หลวง ปู่กวดขันอาตมามากเรียกว่ากระดิกไม่ได้เลย จิตจะต้องเข้าสมาธิตลอดทุกอิริยาบถ ถ้าเผลอไปคิดอะไรเข้า ท่านก็จะเรียกไปดุไปด่าทันที เรียกว่า เผลอใจเมื่อไหร่หลวงปู่รู้หมด !

   จน ท่านเห็นว่าอาตมาเรียบร้อยดีแล้ว ท่านก็สั่งให้อาตมาไปอยู่ที่ถ้ำน้ำบัง อำเภอบ้านนายม จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่หลวงปู่มั่นเคยไปอยู่มันเป็นที่อยู่ของพญานาค

   ที่ เรียกว่าถ้ำน้ำบังก็เพราะมันเป็นถ้ำสองชั้น ชั้นบนเป็นถ้ำธรรมดา อีกชั้นหนึ่งเป็นถ้ำอยู่ใต้พื้นดินมีน้ำขังอยู่ มีพวกงูใหญ่อาศัยอยู่ในนั้น ถ้าพระที่ไปอยู่ปฏิบัติไม่ดี จะถูกงูกัดกินเป็นส่วนมาก

   ระยะหลังนี้มีอาจารย์โพธิ์เป็นคนปราจีนบุรี ไปอยู่ที่นั่นแล้วมรณภาพที่ถ้ำนี่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่าให้ฟัง

 

เรื่องแปลก

   การที่จะไปอยู่ถ้ำน้ำบังนี้ก็มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้เล่าว่า

   “ หลวงปู่ให้อาตมาไปอยู่ถ้ำน้ำบังนั้น ก่อนจะไปท่านก็เล่าประวัติถ้ำให้ฟังว่า หลวงปู่มั่นทรมานพญานาคที่นี่

   ท่านเล่าให้ฟังแล้วท่านให้ไปภาวนาที่ถ้ำนี้ ท่านบอกว่าจะเป็นมงคล ไปอยู่สัก ๕ วัน ๑๐ วัน ก็จะเป็นมงคลดี

   อาตมาก็เดินทางออกจากเชียงใหม่ ญาติโยมเขาช่วยส่งขึ้นรถไฟมา

   ในระยะนั้นอาตมาไม่อยากจะไปถ้ำน้ำบังเลย เพราะบ้านนายมนี่อาตมาไม่คุ้นเคย ไม่เคยทราบความเป็นอยู่ของเขามาก่อนเลย

   อาตมาอยากจะไปที่อาตมาเคยไป คือมักจะเที่ยวไปแถวสุโขทัยมากกว่าที่อื่น รู้จักภูเขา รู้จักสถานที่ดี

   ระหว่างที่ขึ้นรถไฟก็นึกในใจว่าไม่ไปละที่ถ้ำน้ำบัง ตั้งใจจะลงรถแล้วไปน้ำตกโชกชะนางสุโขทัยดีกว่า

   พอ รถถึงพิษณุโลก อาตมาก็ลง แต่จะด้วยอำนาจอะไรก็ไม่ทราบ อาตมากลับจำพิษณุโลกไม่ได้ ลงมาแล้วยังแบกกลดขึ้นบนรถอีก รอรถจะออกแต่คนเขาลงหมดแล้ว อาตมาก็ลงไปยืนดูรถโดยสาร เห็นป้ายรถหล่มสักพิษณุโลกจึงได้รู้ว่าที่นี่คือพิษณุโลกก็นึกสงสัยในใจว่า ทำไมตัวเราจำพิษณุโลกไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ผ่านไปมาหลายหนเต็มที

   มา นึกอีกทีคงจะเป็นเพราะไม่เชื่อหลวงปู่แหวน หลวงปู่จะให้ไปถ้ำน้ำบัง เราเกิดอยากไปสุโขทัยจึงเกิดเหตุเช่นนี้ อาตมาก็เลยตัดสินใจเดินทางมาที่ถ้ำน้ำบัง

 

ไล่ผีที่บ้านดงขุย

   ท่าน อาจารย์มหาวิบูลย์ได้เล่าต่อไปว่า สาเหตุที่หลวงปู่แหวนให้ท่านมาอยู่ภาวนาที่ถ้ำน้ำบังจังหวัดเพชรบูรณ์นี้ หลวงปู่จะให้ท่านมาอยู่ภาวนาหรือช่วยคนที่กำลังมีความทุกข์กันแน่

   เพราะ เมื่อท่านเดินทางมาพักที่วัดเก่า บ้านดงขุยนั้นเอง ก็มีญาติโยมเขาพากันมาหาขอให้ทำน้ำมนต์ช่วยปัดเป่าความไข้ของคนป่วยที่ป่วย กันทั้งครอบครัวมานานแล้วครอบครัวหนึ่งซึ่งมีพ่อ-แม่-ลูก ๆ รวมเป็น ๔ คนด้วยกัน แล้วเขาก็เอาขันน้ำมาตั้งให้ท่านทำน้ำมนต์

   ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ท่านบอกว่าท่านพิจารณาดูน้ำในขันแล้วเห็นมีอะไรแปลก ๆ อยู่จึงถามเขาว่า คนป่วยนี่เป็นโรคอะไรกัน?

   เขาก็ไพล่ตอบว่า ป่วยกันมาหลายวันแล้ว ไม่ยอมบอกท่านตรง ๆ ว่าป่วยเป็นโรคอะไร

   ท่านก็เลยบอกว่า

   “ มันเรื่องของผี อาตมาจะช่วยได้อย่างไร อาตมาไม่ใช่พระหมอผีนี่ โยมไปหาพระที่เป็นหมอผีมาไล่ผีซิ

   แล้วท่านก็ถามตรง ๆ ว่า คนป่วยอยู่ ๔ คนด้วยกันนั้น เป็นเพราะผีเข้าใช่ไหม? พวกเขาก็ยอมรับ

   ท่าน ก็แนะนำให้เขาไปนิมนต์พระที่มีคาถาอาคมไล่ผีปราบผีจะดีกว่า เขาก็พากันไปรับพระมาองค์หนึ่ง ปรากฎว่าคืออาจารย์พระประเสริฐ เป็นเพื่อนกับท่านอาจารย์มหาวิบูลย์นั่นเอง

   เมื่อท่านอาจารย์ประเสริฐมาถึงก็ชวนท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ไปที่บ้านคนป่วยทันที ซึ่งท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่าว่า

   “ ก็ไปกันตอนกลางคืน พอเราไปถึง คนป่วยก็ยกเท้าให้อาจารย์ประเสริฐเฉย ๆ

    ผี นี้เป็นผีที่คนเขาเลี้ยง แล้วเขาก็ปล่อยให้เข้าคน เวลาพาคนป่วยไปหาเขาก็เอาน้ำมนต์พรมนิดหน่อยผีก็ผละ ก็จะได้เงินทองตามที่เขาเรียกร้อง

   อาตมา เห็นเช่นนั้นก็บอกอาจารย์ประเสริฐให้ช่วยเขาหน่อยแต่อาจารย์ประเสริฐกลับ กลัวบอกว่าทำไม่ได้ ผีเขามีเจ้าของ กลัวเจ้าของจะทำอันตราย

   อาตมาก็เลยว่า ถ้าอย่างนั้นก็กลับวัดดีกว่า มานั่งดูเท้าผีอย่างนี้มันไม่ได้เรื่อง

    ตกลง ก็พากันกลับวัด ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ก็ว่าอาจารย์ประเสริฐว่า ที่เขานิมนต์ให้อาจารย์ประเสริฐมาที่นี่ก็ประสงค์จะให้ท่านช่วยคน กว่าเขาจะเอารถไปรับมาถึงที่นี่ก็สิ้นเปลืองหมดไปเท่าไหร่แล้วมาไม่ช่วยเขา

   อาจารย์ประเสริฐก็อ้างท่าเดียวว่ากลัวเจ้าของผีจะทำอันตรายตน

   ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ก็บอกว่า ถ้าเราตายคนเดียวแต่ช่วยคนไข้ตั้ง ๔ คน ก็ควรจะแลกกัน อาจารย์ประเสริฐก็ยังอ้ำอึ้งอยู่

   พอรุ่งขึ้น ญาติพี่น้องของคนป่วยที่ถูกผีสิงก็พากันมาหากท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ขอให้ช่วยพวกเขา

   ท่าน ก็บอกเขาว่า ขอให้พาคนป่วยมาที่นี่จะสะดวกกว่าไปบ้านเขามันก็มีหลายคน วุ่นวายไปหมด ขอให้เอาคนที่ป่วยหนักกว่าเพื่อนมาที่นี่เถิด

   พวกนั้นก็กลับไป เอายายแม่ที่ป่วยหนักมาหลายวันแล้วมาที่วัด

   ครั้น คนไข้มาแล้วอาจารย์ประเสริฐก็ชักมีดหมอมารักษาแต่ปรากฏว่าอาจารย์ประเสริฐตี กับคนผีเข้าตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสองโมง ผีก็ไม่ยอมออก

   อาจารย์ประเสริฐจนปัญญาก็หันมาทางอาจารย์มหาวิบูลย์บอกว่าให้ช่วยหน่อย

   ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่าว่า

   “ อาตมาก็ว่าลองดู แล้วตั้งจิตระลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบารมีของหลวงปู่แหวน ขอให้สิ่งที่ร้าย ๆ ในตัวคนอย่าทานอำนาจของไตรสรณคมน์ได้เลย

   พออธิษฐานเสร็จ คนที่ถูกผีเข้าก็ล้มลง รู้สึกตัวทันที ! รู้สึกตัวหิวข้าวทันที ขอยาลมทันที

   อาตมายังไม่ได้ทำน้ำมนต์ ยังไม่ได้นั่งสมาธิ ยืนอยู่ด้วยซ้ำไป

   จากนั้นอาตมาก็บอกให้เขาพาคนป่วยมาอีก

   ลูกสาวกับพ่อพอเห็นอาตมาก็ล้มลงทั้งยืน ผีออกหมด

   อาตมาเห็นเขาป่วยมานานแล้วก็บอกให้พาไปหาหมอเสียเพราะเลือดลมอาจจะไม่ดีด้วยป่วยมานาน เขาก็ไปหาหมอ อาตมาก็เลยเข้าถ้ำไป

 

จากถ้ำน้ำบังไปยังแม่สอด

   หลัง จากที่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์อยู่ภาวนาที่ถ้ำน้ำบังได้เป็นเวลา ๑๐ วันพอดี ก็มีพระไทยพระพม่า จากอำเภอแม่สอด จังหวัดตากมาเที่ยวที่ถ้ำน้ำบัง

   ท่าน เหล่านั้นได้ชักชวนท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ให้ไปภาวนาที่แม่สอดโดยพรรณนามถึง ป่าเขาทางแม่สอดว่า มีป่าไม้เป็นดงทึบห่างไกลผู้คน มีสถานที่วิเวกเหมาะสมจะปฏิบัติมากมาย

   ประจวบกับขณะนั้น ที่ถ้ำน้ำบังชักจะมีคนพลุกพล่าน ท่านก็เลยธุดงค์ไปที่แม่สอดกับพระคณะนั้น

 

จากปี ๑๗ ถึง ๒๐

   เมื่อปี ๒๕๑๗ ได้ไปจำพรรษาอยู่บนภูเขาที่ชายแดนติดกับพม่าซึ่งระหว่างนั้นยังมีกองทัพกะเหรี่ยงอยู่ที่วังข่า

   ครั้นปี ๒๕๑๘ กลับมาจำพรรษาที่วัดอินทาราม ตลาดพลู กรุงเทพฯ

   พอปี ๒๕๑๙ ก็ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่เทียม ที่วัดกษัตราธิราช จังหวัดอยุธยา

   อันว่าหลวงปู่เทียมองค์นี้ท่านเป็นพระอภิญญาเก่งไปหมดทุกอย่างท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ถึงกับออกปากว่า

   “ ท่านสมกับเป็นชายชาตรีเก่งทุกอย่างจริง ๆ

   ตอนที่อาตมาไปอยู่กับท่านนั้น ท่านอายุ ๗๐ ปีแล้ว เริ่มพิการเป็นอัมพาตไปแถบหนึ่ง

    ท่าน ต้องการถ่ายทอดตำราพิชัยสงครามแก่พระปฏิบัติท่านเกรงว่าของโบราณจะสูญไปและ ก็พอดี คุณหมอสิริ พัฒนกำจร ทราบว่าอาตมาชอบในทางภาวนาอยู่แล้ว จึงได้แนะนำให้ไปหาหลวงปู่เทียม เพราะท่านต้องการจะถ่ายทอดวิชาที่มีความยุ่งยากมาก ๆ ให้แก่พระปฏิบัติเรียนเอาไว้

   เมื่ออาตมาเข้าไปนมัสการท่าน หลวงปู่ขอร้องให้จำพรรษาที่วัด อาตมาก็เลยจำพรรษาที่วัดกษัตราธิราชอยู่พรรษาหนึ่งในปี ๒๕๑๙

    ทุกวันนี้ศพของหลวงปู่เทียมยังอยู่ที่วัด มีคนไปกราบไหว้บูชาอยู่เสมอ ท่านมรณภาพไปหลายปีแล้ว

   ครั้นปี ๒๕๒๐ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ก็ออกธุดงค์ขึ้นไปที่แม่สอดอีกครั้งหนึ่ง ในคราวนี้ท่านภาวนาอยู่ที่ดอยดินจี่

   ที่ ดอยนี้มีถ้ำอยู่ เป็นที่วิเวกเหมาะแก่การภาวนาเป็นอย่างยิ่งเพราะมีป่าทึบล้อมรอบ เงียบสงัดไกลจากผู้คน เวลาบิณฑบาตท่านต้องไปที่ตลาดวังข่า ซึ่งอยู่ไกลจากที่อยู่ประมาณ ๔ กิโลเมตร

    ท่าน อาจารย์มหาวิบูลย์เล่าว่า ในตอนนั้นมีพระไปอยู่ด้วย ๓ องค์ แต่พระท่านอยู่เชิงเขา มีแต่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์องค์เดียวที่ไปภาวนาบนเขา

   ต่อ มาภายหลังมีพระธุดงค์ไปอยู่กันถึง ๑๐ องค์ ต่างองค์ต่างปฏิบัติภาวนา ด้วยเป็นที่สัปปายะภาวนาได้ดีไม่มีญาติโยมพลุกพล่านท่านก็ตั้งใจจะตั้งสำนัก อยู่เป็นที่เป็นทางกันเลย ก็พอดีเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเสียก่อน

   “ ดูเหมือนจะเป็นเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่า

   “ เกิดเหตุพม่ายิงกับกะเหรี่ยงสู้รบกันใหญ่โต ยิงเอาตลาดวังข่าเก่าไหม้หมด คนตายในครั้งนั้นไม่ใช่น้อย ๆ ตายมากทีเดียว

   อาตมาเองก็ต้องอาศัยบิณฑบาตที่นั่น พอตลาดวังข่าไหม้เป็นจุรณ อาตมาก็อยู่ไม่ได้ ต้องธุดงค์ขึ้นเหนือต่อไป

   และในพรรษานั้น ท่านก็ไปจำพรรษาที่วัดพระธาตุจอมกิตติ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

 

เยือนแดนพุทธภูมิ

   ในปี ๒๕๒๑ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ก็กลับจากธุดงค์มาจำพรรษาที่วัดอินทารามตลาดพลู กรุงเทพฯ

   พอดีผู้อำนวยการกองคลังกลางคนปัจจุบัน คือคุณอุทัย มนธาตุผลิน มาชวนท่านไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย

   เมื่อ ท่านได้ไปเห็นพุทธสังเวชนียสถานเข้าก็เกิดความรู้สึกอยากไปอยู่นาน ๆ ครั้นกลับเมืองไทยแล้วท่านก็เดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดียในปี ๒๕๒๒

   ท่านเล่าว่าการไป จำพรรษาที่วัดไทยพุทธคยาครั้งนี้ ท่านได้ไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานและเที่ยวไปตามสถานที่สำคัญ ๆ ในทางพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง

   ผลการปฏิบัติก็เป็นไปอย่างดีเพราะ ณ ที่นั้นเป็นแดนพุทธภูมิภาวนาทางจิตทางใจก็ได้อะไรแปลก ๆ ขึ้นมาเป็นอันมาก

   สิ่ง ที่ท่านเคยเคลือบแคลงสงสัยในพระวินัย บางช่วงบางตอนเมื่อไปอยู่ที่นั่นแล้วก็หมดความสงสัยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติอย่างโน้น บัญญัติอย่างนี้

   ทั้ง นี้ได้จากผลการปฏิบัติบ้างและจากความประพฤติของชาวอินเดียเอง กล่าวคือพระวินัยบางข้อพระพุทธเจ้าไม่น่าทรงบัญญัติไว้ แต่ทำไมถึงได้ทรงบัญญัติ

   อาทิเช่น ห้ามพระภิกษุถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงในแม่น้ำอะไรทำนองนี้ ก็เพราะคนอินเดียเราชอบถ่ายในน้ำ

   หรือ เช่นเรื่องนางสุชาดาเห็นพระพุทธเจ้าเป็นเทวดาไป ก็สืบเนื่องมาจากคนพื้นเมืองที่นั่นไม่ค่อยจะมีคนที่หน้าตาพอดูสักหน่อย แต่พระพุทธเจ้าท่านสวยรูปร่างก็สง่างาม นางสุชาดาจึงเห็นเป็นเทวดาไปได้นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

 

กายในไปเห็นก่อน

   เกี่ยวกับเรื่องไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดียนี้ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ได้กล่าวว่า

   “ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าพูดไปอาจจะเป็นอุตริมนุสธรรม แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริง คือเรื่องมันโยงกัน โยงกันมาครั้งอาตมาเริ่มภาวนาที่วัดอินทาราม ๖ เดือนเต็มในครั้งแรก โดยอยู่ในอิริยาบถสาม คือ เดิน ยืน นั่ง ไม่ได้นอน ตลอดมา

   ใน ระหว่างที่ปฏิบัติเช่นนั้นเคยคิดอยากไปอินเดีย เพราะทราบว่าเป็นดินแดนพุทธภูมิ อาตมาก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรหนอ เราจึงจะมีวาสนาไปอินเดียได้บ้าง? เพราะมันไม่ใช่ไปกันง่าย ๆ

   เหตุที่อาตมาไปธุดงค์เลาะแถวชายแดนพม่าก็ด้วยตั้งใจจะธุดงค์ไปให้ถึงอินเดียนั่นเอง แต่ทางพม่าเขาเป็นเมืองปิด เลยเข้าไปไม่ได้

   ครั้นเมื่อภาวนาไปเกือบจะครบ ๖ เดือน ภาวนากันจริง ๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าหากไม่รู้อะไรก็ให้ตายไปเสียเลย

   พอ ดีวันหนึ่ง อาตมารู้สึกอ่อนเพลียมาก เพราะไม่ได้หลับนอนมาเป็นเวลานาน ก็เลยเอามือหนุนศีรษะ นั่งพิงกับผนังกุฏิและพอศีรษะแตะผนังปุ๊บก็หมดความรู้สึก

   มันจะเป็นความฝันหรือหมดสติไปก็ไม่ทราบ ไม่รู้สึกตัวอยู่คืนหนึ่งเต็ม ๆ

   ตัวอาตมาลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วไปเห็นอะไรต่ออะไรหมดเหมือนกับครั้งขึ้นเครื่องบินไปครั้งแรก ในปี ๒๕๒๑

   เมื่อเครื่องบินอยู่เหนือประเทศพม่า มองลงไปดูก็เห็นเหมือนคราวที่สลบไป

   พอเจ้าหน้าที่เขาประกาศว่าเวลานี้เครื่องบินเข้าประเทศอินเดียแล้วอาตมามองลงไปก็เหมือนเคยเห็นในคราวนั้นจริง ๆ !

   ไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง ที่ประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน และที่แสดงธรรมจักรก็จริงอีก

   แล้วตามถ้ำต่าง ๆ ที่ไปดูมาก็เหมือนกับเคยเห็นมาก่อนทั้งสิ้นนี่เป็นเรื่องแปลก

   อาตมาเข้าใจว่าจะสลบไปไม่ใช่เรื่องของฌานหรือได้สมาบัติอะไร อาตมามารู้สึกตัวเอาค่อนรุ่งก็ออกไปบิณฑบาตตามปกติ

   “ เรื่อง มันโยงกันอยู่ อาจจะเป็นเรื่องของกายทิพย์ อทิสสมานกายอะไรทำนองนั้น ไม่ใช่เรื่องของฌานหรือสมาบัติชั้นสูง.. แต่ตอนนั้นปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายจริง ๆ

   ตอนที่เป็นไปดังกล่าวอยู่ในระยะปลาย ๆ ของเดือนที่ ๖ ที่ปฏิบัติอยู่ คงจะเพลียจัด

 

ไปลังกา แล้ววกมาไทย

   หลัง จากที่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์จำพรรษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดียแล้ว พอออกพรรษาท่านก็ไปประเทศลังกาเพราะเคยทราบว่า พระพุทธศาสนาของเราเคยรุ่งเรืองที่ลังกาสมัยหนึ่งจึงไปดูความเป็นไปของพระ ศาสนาที่ประเทศนั้นชั่วระยะหนึ่ง

   ต่อจากนั้นก็ออกจากลังกาผ่านมาทางสิงคโปร์ เข้ามาเลเซียกลับประเทศไทย โดยท่านเล่าว่า

   “ อาตมา กลับมายังไม่ทันถึงดีหลวงพ่อใหญ่ (ท่านเจ้าคุณวิเชียรมุนี) ที่วัดอินทารามก็มรณภาพแล้วท่านอาจารย์สุชาติ อภิชาโตวัดพระยาทำ ก็มรณภาพไล่เลียกันในปีเดียวกัน

   หลวงพ่อใหญ่มรณภาพวันที่ ๔ ธันวาคม

   ท่านอาจารย์สุชาติ มรณภาพเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม

 

ร่มรืนดี มีสัปปายะ

   เมื่อ ท่านกลับมาเมืองไทยแล้ว ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ก็ออกธุดงค์ขึ้นไปที่แม่สอดอีกครั้ง เนื่องจากพระที่ไปปฏิบัติอยู่ที่นั่งส่งข่าวมาว่าได้พบสถานที่วิเวก เหมาะสมแก่การปฏิบัติอีกแห่งหนึ่ง ท่านก็ขึ้นไปดู

   “ อาตมา ก็ขึ้นไปดู เห็นสถานที่มันร่มรื่นดี มีธารน้ำ มีอะไรเหมาะสมดีหลายอย่าง ทั้งไม่มีคนพลุกพล่าน สถานที่ก็ห่างจากหมู่บ้านเมื่อขึ้นไปเห็นแล้วทำให้นึกอยากอยู่ขึ้นมา

   สถานที่ร่มรื่นเย็นดี ไม่มีใครรบกวนดี ก็เลยบอกกับเพื่อน ๆ เขาว่า ถ้าอยากอยู่ที่นี่จะตั้งเป็นสำนักปฏิบัติก็จะช่วยสนับสนุน

   หลัง จากนั้นอาตมาก็กลับกรุงเทพฯ ใกล้ ๆ เข้าพรรษาอาตมาก็ขึ้นไปใหม่ ปรากฏว่าเพื่อนพระเขาหนีกันหมดแล้ว อาตมาเลยอยู่ตั้งแต่นั้น (ปี ๒๕๒๓) จนปัจจุบันท่านเล่าให้ฟัง

   แม้ จะมีปัญหาเรื่องโน้นบ้างเรื่องนี้บ้าง อาตมาก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหา คือมีคนเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เล่าลือกันว่าอาตมาเป็นหัวหน้า ผกค. บ้าง อะไรบ้าง เป็นเพียงแต่เขาพูดกัน เข้าใจว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์กันมากกว่า

   เวลา นี้อาณาเขตวัดมีเพียง ๑๕ ไร่ อยากได้อีก ๒๕๐ ไร่ ที่เป็นบริเวณสวนป่าอยู่ติดกับวัดแต่ไม่มีใครดูแล อาตมาต้องให้พระกับเณรคอยดู ๆ เอาไว้เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายป่าซึ่งถ้าได้ที่นี้ไว้ก็จะเป็นประโยชน์ อีกมาก

   อีกอย่างหนึ่งเป็นต้นน้ำลำธารถ้าปล่อยให้อยู่อย่างนี้ คนขึ้นไปบุกรุกทำลายก็คงหมดสภาพไปน่าเสียดาย

 

ไม่ขอเรี่ยไร

   เมื่อ ผู้เขียนถามถึงวัดโพธิคุณ ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากด้วยทราบว่า ยังสร้างไม่เสร็จ จะไม่บอกบุญให้ผู้มีศรัทธาเขาช่วยกันบ้างหรือ?

   ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์บอกว่า

   “ อย่า เลยคุณโยม อาตมาไม่ขอเรี่ยไร เพราะทุกปีก็มีคนเขาทอดกฐินอยู่แล้ว ได้ปัจจัยเท่าไรก็สร้างเท่านั้น ถ้ายังไม่ได้ก็ค้างเอาไว้ก่อนไม่ขอรบกวนคุณโยมหรอก

 

ระหว่าง ๒ อาจารย์

   ผู้เขียนนมัสการกราบเรียนถามถึงอาจารย์ของท่านระหว่าง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ อาจารย์สุชาติ อภิชาโต ว่าท่านได้รับการอบรมจากท่านผู้ใดมากกว่ากัน

   ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์กล่าวว่า

   “ อาตมาได้รับการสั่งสอนอบรมจากหลวงปู่แหวนมากทีเดียวทุกวันเลย คิดอะไรนอกลู่นอกทางก็จะเรียกไปดุว่าแล้วสั่งสอน

   ต้องอยู่ในกรรมฐานทุกอิริยาบถ เผลอไม่ได้เลย ทั้งกรรมฐานวิปัสสนา ท่านไม่ให้ว่าง ถ้าคิดอะไรไม่ดี ท่านจะเรียกไปเล่านิทานให้ฟัง และการเล่านิทานให้ฟังก็คือด่าไปด้วย สอนไปด้วย

   ปกติ อาตมาจะอยู่กับครูบาอาจารย์ไม่นาน เมื่อได้รับคำสั่งสอนของท่านแล้วก็จะหนีท่านไปอยู่ที่อื่น แต่กับหลวงปู่แหวนนั้น ท่านสั่งให้ไปไม่ใช่หนีท่าน

   สำหรับ อาจารย์สุชาติ อภิชาโต นั้น ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ใจดีท่านชอบเรียกอาตมาไปใช้อยู่เรื่อยแต่ท่านชอบในทาง ฤทธิ์ ในทางอำนาจ อาตมาไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่สนใจแต่ธรรมะ

 

ชีวิตธุดงค์ในพงไพร

   การ ที่พระภิกษุออกจาริกธุดงค์ในป่าดิบดงทึบนั้นย่อมหลีกเลี่ยงในการเผชิญหน้า กับสัตว์ป่าที่ดุร้ายไม่ได้ ผู้เขียนจึงนมัสการกราบเรียนถามท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ในเรื่องนี้ ซึ่งท่านก็ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า

   “ ระหว่างที่อาตมาธุดงค์อยู่นั้น ก็เจอเสือ หมี งูจงอาง เป็นประจำ

   เฉพาะ ที่บ้างมุง ดงชมภู จังหวัดพิษณุโลก ระยะที่อาตมาไปเที่ยวยังเป็นแดนเสือ ชาวบ้านป่าเขาพกปืนทั่วไปหมด เพราะเสือมักจะมาขโมยลูกวัว ลูกควาย ของเขาไปกิน

   อาตมาไปอยู่ในภูเขา เคยเห็นกันแต่ไกล แต่สำหรับเสียงร้อยเคยได้ยินอยู่เสมอ แต่เขาไม่ทำอะไร

   ตาม ธรรมดาสัตว์พวกนี้กลัวคนอยู่แล้ว เห็นคนมันก็อยากจะหนีอยู่แล้ว งูจงอางก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ มันไม่ค่อยจะทำอันตรายใคร

   อาตมาเคยเอาเท้าแทบจะเตะมันอยู่ใต้ใบไม้ มันก็ชูตัวขึ้นสูงเลยหัวอาตมาทำท่าจะฉก

   อาตมา ก็ใช้ภาวนาแผ่เมตตานึกอยู่ว่า ถ้าเคยเป็นศัตรูกันก็เอาเลย ถ้าไม่เคยเป็นศัตรูกันก็ขอให้ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างหากินกันไป เขาก็เลื้อยหนีไป

   หมีนั้นเคยเจอที่ จังหวัดแพร่ เขาไม่ทำร้าย

   อยู่ เมืองเหนืออัตคัดเรื่องอาหาร ได้แต่ข้าวเหนียว ก็เลยต้องหามะม่วงกะล่อนตามป่า เที่ยวเก็บตามใต้ต้น เอามาล้างน้ำ ฉันกับข้าวเหนียวเป็นปี ๆ

   อาตมาอยู่ในถ้ำ ผานาง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ถึง ๕ ปี ทุกวันนี้เป็นที่ท่องเที่ยวไปแล้วปีที่อาตมาธุดงค์ยังเป็นป่าทึบ เสือก็ยังชุม หมีก็ยังชุม

   อาตมาไปเก็บมะม่วง หมีอยู่บนต้นไม้ พอเห็นอาตมามันก็เตรียมหนี กระโดดพรึ่บลงมาข้าง ๆ

   อาตมาหันไปมอง มันก็วิ่งหนีไป สัตว์พวกนี้ถ้าไม่บาดเจ็บหรือไม่อยู่ในฤดูผสมพันธุ์ มันจะไม่ทำอันตรายใคร

 

พบผ้าขาวผู้วิเศษ

   

       ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้เล่าต่อไปว่า    “ อาตมามีโอกาสได้พบผ้าขาวคนหนึ่ง ขณะที่อยู่ถ้ำโมง ผ้าขาวคนนี้เก่งไม่กินข้าว กินแต่ใบไม้ ผลไม้   เรื่อง มีอยู่ว่า เมื่ออาตมาไปเที่ยวธุดงค์ปีแรก ได้ข่าวจากญาติโยมชาวป่าเล่าให้ฟังว่า มีผ้าขาวคนหนึ่งเคยลงมาที่หมู่บ้าน มาขอน้ำผึ้งบ้าง มาขอเกลือบ้าง   อาตมาเวียน ไปอยู่ถ้ำโมงถึง ๔ ปี ก็ไม่เคยพบ จึงตั้งจิตอธิษฐานตลอดเวลาว่า ถ้าผ้าขาวมีฌาน มีสมาบัติ สามารถรู้วาระจิตได้จริง ก็ให้ได้พบกัน

      

        ใน ปีที่ ๔ ที่อาตมาธุดงค์ไปบ้านมุง นั่งภาวนาอยู่ในถ้ำโมงจิตสงบดี แล้วก็นอนอฝันไปว่าอาตมาขึ้นไปบนภูเขา ไปพบเมืองร้างมีแต่ผ้าขาวเต็มไปหมด พวกผ้าขาวก็บอกว่า ท่านขึ้นมาอยู่ไม่ได้หรอกท่านต้องกลับลงไป

       พอรุ่งขึ้นก็มีผ้าขาวคนหนึ่งแกลงมาหาจริง ๆ  ในถ้ำมีอาตมาอยู่นั้น พื้นถ้ำคล้ายลูกรัง เวลาหนูวิ่งยังได้ยินเสียง   แต่วันนั้นอาตมากำลังดูหนังสืออยู่ คือมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งเอาไว้หัดอ่านออกเสียง กลัวจะพูดไม่เป็นเพราะอยู่คนเดียวมาหลายปี  จู่ ๆ ผ้าขาวมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ ไม่ได้ยินเสียงแกเดินมาเลย ทั้งในถ้ำนี้มันก็เข้ายาก มีปล่องอยู่ปล่องหนึ่ง เวลาจะเข้าถ้ำต้องลอดปล่องเข้าไปเข้าได้เฉพาะทีละคน และที่อาตมาอยู่ต้องใช้บันไดพาดไหล่เหวขึ้นไปถึง ๑๐ ขั้น ชาวบ้านป่าเขาตั้งชื่อว่า ถ้ำพุทธมนต์

      

        อาตมาหันไปเจอแก แกก็ถามว่า ท่านใช่ไหมที่ต้องการพบโยม ”   ก็เลยตอบว่า ถ้าอย่างนั้นก็โยมผ้าขาวละซีแกบอกว่า ใช่ก็เชิญแกนั่ง   แกถามว่า ท่านอยากทราบเรื่องลายแทงใช่ไหม? ” ก็บอกว่า ทราบข่าวว่าโยมรู้เรื่องลายแทงอยากจะทราบไว้ประดับสติปัญญา

       แก ก็บอกให้เอาสมุดมาจดโยมจะบอกให้ แล้วแกก็เล่าเรื่องลายแทงเขาพนมสัก เล่าให้ฟังละเอียดหมด แต่อาตมาไม่ได้ไปหรอก ต่อจากนั้นก็คุยกัน  อาตมาถามว่าทำไมโยมมาเป็นผ้าขาว ทำไมไม่บวชเป็นพระเป็นสงฆ์

       แก ก็เล่าให้ฟังว่า แกเคยบวชมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนเชียงราย บวชตั้งแต่อายุได้ ๗ ขวบ แล้วติดตามอาจารย์ไปประเทศพม่าบ้าง ไปประเทศจีนบ้าง ไปอินเดียบ้างแล้วกลับมาเมืองไทย พอดีอายุครบบวชแกก็บวชพระได้ ๒ พรรษา อาจารย์ของแกก็ถึงแก่มรณภาพ

      

        ตอนนั้นแกยัง ไม่มีคุณวิเศษอะไรแกมาธุดงค์แถบจังหวัดพิษณุโลก-จังหวัดเลย พบพระที่ได้อภิญญาองค์หนึ่ง พระองค์นั้นชวนแกออกบิณฑบาตด้วยกัน ไปเจอแม่น้ำสายหนึ่งขวางหน้า พระองค์นั้นเดินบนผิวน้ำข้ามไป ส่วนแกไปไม่ได้  แกก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าอยากได้อภิญญาอย่างพระพวกนี้ต้องอยู่ในป่าลึก ปราศจากการรบกวนของผู้คน จะได้ใช้เวลาภาวนาได้อย่างเต็มที่  แต่ การอยู่ในป่าลึกนั้น เป็นพระค่อนข้างจะลำบาก ด้วยต้องอาศัยอาหารจากชาวบ้านเขา จะขุดหัวเผือกหัวมันฉันมันเป็นอาบัติแกก็เลยสึกจากพระมาเป็นผ้าขาว

   

        ตอนที่แกพบกับอาตมานั้นอายุ ๖๐ เศษแล้ว ป่านนี้ถ้าอยู่ก็ ๘๐ กว่า

   

       เรื่องลายแทงนั้นเป็นคำร่ำลือกัน

       อาตมาถามว่าโยมเจอตามลายแทงไหม? แกบอกวา เจอแล้วเขา ๑๔ ลูกแกก็เจอมาแล้วหินร้อยกองก็เจอแล้ว แต่เขาพนมสักยังไม่เจอ  แก ว่ามีอยู่ที่ลำห้วยด้วน คือมีแม่น้ำบนภูเขาอยู่สามสาย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำทุ่ม แม่น้ำเค้กไหล ไปรวมกันแล้วหายไปตรงภูเขามันจะเป็นตรงนั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบ  แม่น้ำทุ่มดูจะไหลมาลงที่แควน้อย วัดโบสถ์ อาตมาเคยเที่ยวอยู่แถวนั้น  


      โยม ผ้าขาวแกเล่าให้ฟังอย่างนี้ ยังจดคาถามาให้อาตมา แกบอกแกอยากได้ปฏิบัติพระที่ปฏิบัติจริงๆ อยากจะให้พระได้ฌานได้สมาบัติ มีอิทธิ มีอำนาจพิเศษแต่ต้องไม่กินข้าว ต้องกินหัวเผือก หัวมัน ต้นกล้วย ต้นอ้อยไป

     

       แกเคยให้คาถาเสกใบไม้กินแทนข้าว อาตมาเคยทดลองดูก็อิ่มเหมือนกินข้าว

      แก บอกว่าเป็นคาถาฤาษีแต่อาตมาว่าไม่ใช่ เป็นบทมาติกาของเรานี่เอง แกบอกให้อาตมาเสกฉันใบไม้พรรษาหนึ่ง แล้วแกจะมารับถ้าหากสามารถเสกใบไม้กินแทนข้าวได้ก็จะรับไปอยู่ด้วย โดยนัดกันไว้จะไปเจอกันที่บ้านแยงดงชมภู

     

       อาตมาลงมากรุงเทพฯ ลองฉันใบไม้อยู่ครึ่งเดือน ประชาชนก็แตกตื่น เห็นพระไม่กินข้าวก็ลือกันว่าเป็นพระผู้วิเศษ อาตมาเลยเลิก

     

       ประชาชน แห่กันมามาก ดูเหมือนจะเป็นปีแรกที่เริ่มยิงกันที่เขาค้อ อาตมาก็เลยไม่ได้ไปตามนัดไม่ทราบว่าปัจจุบันโยมผ้าขาวจะอยู่หรือจะตาย

        อาตมาเคยถามแกว่าอยู่ป่าอยู่ดงเคยเจอโขลงช้างบ้างไหม?

        แกบอกว่าเจอบ่อย เลยถามวิธีปฏิบัติวาปฏิบัติแบบไหน

   

        แก บอกว่าเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งแกปักกลดอยู่ในลำราง โขลงช้างมันมาพอดี ตัวที่เป็นนายโขลงช้างออกหน้ามาก่อน มายืนคร่อมกลดของแกไว้ ลูกโขลงก็เบียดเสียดกันไปตัวไหนเอางวงล้วงเข้าไปในกลดนายโขลงช้างก็จะใช้งวง ทุบเอาตีเอาไล่ลูกช้างออกหน้าหมด

   

        อาตมาคุยกันอยู่กับผ้าขาวคืนกับวันหนึ่ง เวลาแกไปก็ไปเงียบ ๆ

   แกไม่กินข้าวจริง ๆ กินแต่กล้วย กินแต่ผลไม้ ใบไม้ โกนผมทุกเดือนเหมือนพระองค์หนึ่ง แต่ถือศีลแปดเท่านั้น

   แกเคยเจอพระอภิญญาในป่าเมืองไทย แต่ที่อินเดียแกเคยเจอแต่ฤาษีที่มีอิทธิอำนาจจริง ๆ

   ฤาษีที่ซ่อมแซมเจดีย์ชะเวดากองของพม่า สมัยที่แกธุดงค์อยู่ก็เคยพบกันมาแล้ว

 

เล่าถึงคุณธรรม

   ท่านมหาประทุม จินตคุโณ อดีตเลขาฯ ของ ท่านอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดพระยาทำ ได้เล่าถึงคุณธรรมของท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ว่า

    ท่าน อาจารย์สุชาติ ท่านเคยเรียกท่านอาจารย์มหาวิบูลย์มานั่งสมาธิให้ติดต่อกับเทพเบื้องบนหรือ ไม่ก็วิญญาณโน้น วิญญาณนี้บ้าง แต่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ท่านไม่ค่อยชอบในทางนี้ ท่านเลยหลบไปอยู่ป่า

   ท่านอาจารย์สุชาติเคยบอกว่า ลูกศิษย์ของท่านมีเก่งอยู่องค์เดียวคือ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์

 

มีเพียงหนึ่งซึ่งรู้

   ท่านมหาประทุมเล่าต่อไปว่า

   ตอน ที่ท่านมหาวิบูลย์ ไปเรียนกรรมฐานกับท่านอาจารย์สุชาติที่วัดนาคปรกนั้นผู้ใหญ่เทิ้มมาเล่าให้ ท่านฟังว่า มีพระภิกษุเข้าไปเรียนอยู่ด้วยกันประมาณ ๑๒-๑๓ องค์

   วันหนึ่งอาจารย์สุชาติกำลังสอบอารมณ์อยู่ พอดีมีโยมคนหนึ่งเดินขึ้นมา ท่านก็ถามพระที่กำลังนั่งสมาธิว่า

   “ ดูซิว่าโยมที่มาหานี่ เขามาหาเรื่องอะไร? ”

   ปรากฎว่าไม่มีใครตอบได้ มีแต่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์บอกว่า

   “ เขามาขอฤกษ์ปลูกบ้านครับ !”

   ท่านอาจารย์สุชาติก็หันไปถามโยมว่ามาเรื่องอะไร

   โยมก็กราบเรียนท่านว่ามาขอฤกษ์ปลูกบ้าน !

 

ดู ๆ ก็แปลก

   ท่านมหาประทุมได้เล่าต่อไปว่า

   เมื่อ ประมาณวันที่ ๑๐ มีนาคม ปี ๒๕๒๙ ที่ผ่านมา ท่านได้นิมนต์ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณไปร่วมทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสุคันธชาตราษฎร์วราราม (วัดทุ่งตาทั่งเดิม) อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวันครสวรรค์

   ปรากฎว่าในงานนั้นมีแมลงชุกชมุ บินกันให้ว่อนไปหมด ท่านพล.ท.พัฒน์ อัคนิบุตร เจ้ากรมข่าวฯ ก็เอาพัดโบกปัดแมลงไม่ให้เข้าไปรบกวนพระอีกองค์หนึ่ง

   ส่วน ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ท่านนั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง คนที่อยู่ใกล้ได้สังเกตดู เห็นตัวแมลงที่คลานเข้า มาใกล้ท่าน พอจะถึงตัวท่านก็เบนไปอีกทางหนึ่ง เป็นเช่นนี้ทุกตัว ทั้งพวกแมลงที่บินอยู่ก็ไม่มารบกวนท่าน

 

มีเมตตา น่ากราบไหว้

   ท่านมหาประทุม จินตคุโณ แห่งวัดพระยาทำ ได้กล่าวถึง ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ว่า

   “ ท่านดีในทางเย็น ทางเมตตา ท่านเป็นพระภิกษุที่สำรวมทุกอิริยาบถน่ากราบไหว้

   ก่อน คุณโยมจะมาขอสัมภาษณ์ท่าน ท่านเคยบอกกับอาตมาวาท่านยังไม่ตายจะเขียนประวัติท่านไปทำไม แต่ที่ท่านให้สัมภาษณ์แก่คุณโยม คงจะเป็นเพราะท่านเมตตาเป็นพิเศษกระมัง

   เรื่อง นี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับท่านมหาประทุม เพราะเมื่อผู้เขียนไปนมัสการท่านครั้งแรกและกราบเรียนให้ทราบความประสงค์จะ มาขอสัมภาษณ์นั้น ดูท่าทางท่านอึดอัดมาก

   แม้จะให้สัมภาษณ์ในภายหลังท่านก็ไม่เคยพูดถึงคุณธรรมอันวิเศษของท่านเลย ท่านจะกล่าวว่า อาตมาฝันไปอยู่บ่อยครั้ง

   และเมื่อผู้เขียนกราบเรียนท่านว่า ผู้เขียนจะขอรายละเอียดจากท่านมหาประทุมเอง ท่านยังห้ามปรามไว้

   สรุป แล้วผู้เขียนใคร่จะกล่าวว่า ผู้เขียนเคยนมัสการพระภิกษุมาก็หลายองค์แล้ว แต่ที่เห็นพระภิกษุที่มีปฏิปทาน่ากราบไหว้จริง ๆ นั้นมีเพียงไม่กี่องค์นัก และ ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ ก็เป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในจำนวนน้อยนี้ที่ผู้เขียนอยากจะชักชวนให้ผู้มี ศรัทธาในธรรมได้ไปนมัสการกราบไหว้ท่านเพื่อเป็นสิริมงคลเหลือเกิน !


คัดลอกมาจาก ::
http://www.romphosai.com/
http://aongar.multiply.com/journal/  

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15126

 

 



 

 

Tags : ประวัติ หลวงพ่อมหาวิบูลย์ จ.ตาก

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view