สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วัดโพธิ์ประทับช้าง

วัดโพธิ์ประทับช้าง

วัดโพธิ์ประทับช้าง

ตั้งอยู่ที่  เลขที่  ๓๐๙  หมู่ที่   ๓   ตำบลโพธิ์ประทับช้าง    อำเภอโพธิ์ประทับช้าง    จังหวัดพิจิตร


ภูมิทัศน์ วัดโพธิ์ประทับช้าง


หลวงพ่อโต หรือ  หลวงพ่อยิ้ม  พระประธานในอุโบสถ

 


สมเด็จพระสรรเพ็ชร์  ที่  ๘  (พระเจ้าเสือ , พระเจ้าเดื่อ)


ประวัติ  วัดโพธิ์ประทับช้าง  จาก พระราชพงศาวดารกรุงเก่า

 

ในแผ่นดินสมเด็จพระสรรเพ็ชร์  ที่  ๘  (พระเจ้าเสือ , พระเจ้าเดื่อ)

 

          ในศักราช  ๑๐๕๙ ปีฉลูนพศก (พ.ศ. ๒๒๔๐) ครั้นถึงวันอันได้ศุภวารมหามงคลนักขัตฤกษ์  จึ่งท้าวพระยาเสนา  กระวีราช  ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลายฝ่ายทหาร พลเรือน และพระสงฆ์ราชาคณะคามวาสี อรัญวาสีชีพราหมณาจารย์ทั้งปวง  ประชุมพร้อมกัน  ณ  พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท  อัญเชิญเสด็จพระบาทบรมราชบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นราชาภิเษก  เป็นเอกอัครบรมทิราชธิบดินทรปิ่นพิภพจบสกลราชสีมา  เสวยมไหสุริยศวรรยาธิปัตต์ถวัลย์ราชสมบัติประเพณี  สืบศรีสุริยวงศ์  ดำรงราชอาณาจักรกรุงเทพมหานคร  ทวาราวดีศรีอยุธยา  มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์  อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน  แล้วถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์สำหรับพระมหากษัตริย์ธิราชเจ้า และการพระราชพิธีทั้งปวงนั้น  พร้อมตามอย่างโบราณราชประเพณีเสร็จสิ้นทุกประการ และขณะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จเสวยราชสมบัตินั้นพระชนม์ได้สามสิบหกพรรษา  ฯลฯ

            ลุศักราชได้   ๑๐๖๑   ปี เถาะ  เอกศก (พ.ศ. ๒๒๔๒) สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชดำริถึงภูมิชาติแห่งพระองค์  ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวง ตรัสบอกไว้แต่ยังทรงพระเยาว์อยู่นั้นว่า   เมื่อศักราช  ๑๐๒๔  ปี ขาล  อัฐศก (พ.ศ. ๒๒๐๕) แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จบรมพิตรพระนารายณ์เป็นเจ้า  เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากรพระชินราช  พระชินสีห์   ณ  เมืองพิษณุโลก  ทรงพระกรุณาให้มีการมหรสพถวายพุทธสมโภชคำรบ   ๓  วัน   ครั้งนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศพาเอาสมเด็จพระพันปีหลวงตามเสด็จขึ้นไปด้วย  ขณะนั้นสมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระครรภ์แก่  จึงประสูติพระองค์ที่ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง  แขวงเมืองพิจิตร  ในเดือนอ้าย  ปีขาล อัฐศก  แล้วจึงเอารกที่สหชาตินั้นใส่ลงในผอบเงิน  เอาไปฝังไว้หว่างต้นโพธิ์ประทับช้าง และต้นมะเดื่ออุทุมพร  ต่อกันนั้น  เหตุนั้นจึงได้นามกรชื่อ  มะเดื่อ   และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชดำริระลึกถึงที่ภูมิชาติ  อันพระองค์ประสูติ  ณ  แขวงหัวเมืองฝ่ายเหนือ  เป็นที่มหามงคลสถานอันประเสริฐสมควรจะสร้างขึ้นเป็นพระอาราม 

         จึงมีพระราชดำรัสสั่ง สมุหนายก ให้เกณฑ์กันขึ้นไปสร้างพระอาราม  ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง  มีพระอุโบสถ  วิหาร  มหาธาตุเจดีย์  ศาลาการเปรียญ และกุฎีสงฆ์พร้อมเสร็จ  และสร้างพระอารามนั้นสองปีเศษ  จึงจะสำเร็จ  ในปีมะเส็ง ตรีศก  จึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จด้วยพระชลวิมานโดยกระบวนนาวาพยุห  ขึ้นไปพระอารามตำบลโพธิ์ประทับช้างนั้น และท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาท  ซึ่งขึ้นไปคอยรับเสด็จโดยสถลมารคนั้นก็เป็นอันมาก  แล้วทรงพระกรุณาให้มีการฉลอง และมีการมหรสพคำรบสามวัน  ทรงถวายไทยทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก  และทรงพระราชอุทิศถวายเลขข้าพระไว้สำหรับอุปฐากพระอาราม  ๒๐๐  ครัว  และถวายพระกัลปนาขึ้นแก่พระอารามตามธรรมเนียม  แล้วทรงพระกรุณาตั้งเจ้าอธิการ  ชื่อ  พระครูธรรมรูจีราชมุนี อยู่ครองพระอาราม ถวายเครื่องสมณบริขารตามศักดิ์พระราชาคณะแล้วเสร็จ  ก็เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร จำเดิมแต่นั้นมา  พระอารามนั้นก็เรียกว่า วัดโพธิ์ประทับช้าง มา

ตราบเท่าทุกวันนี้....ฯลฯ     

ข้อมูลใช้อ้างอิง บางส่วนจาก   พระราชพงศาวดารกรุงเก่า

 

วัดโพธิ์ประทับช้างนั้น   ต่อมาได้กลายเป็นวัดร้าง น่าจะสันนิษฐานว่าคง หลังจากที่เกิดโรคห่า  หรือ  โรคอหิวาตกโรค ระบาดครั้งรุนแรงก่อน ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๔   ชาวบ้านจึงได้พากันอพยพไปอาศัยที่หมู่บ้านอื่น ที่ไกลออกไป จึงทำให้กลายเป็นสถานที่รกร้าง ว่างเปล่า  ไม่มีบ้านผู้คนอยู่อาศัย  ซึ่งได้สอบถามข้อมูลจาก ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านก็ไม่ทราบแน่นอนว่าร้างไป เพราะเหตุใดกันแน่  และข้อที่สำคัญ  สภาพอุโบสถของวัดโพธิ์ประทับช้าง นั้น  ยังมีสภาพที่คงความสมบูรณ์ และ สวยงามมาก  แต่เนื่องจากถูกปล่อยให้รกร้าง ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ นานาพรรณ  ต่อมาได้เกิดไฟป่าไหม้รุกลาม  และถูกต้นไม้โค่นทับ อุโบสถ และ องค์หลวงพ่อโต  จนได้รับความเสียหายอย่างน่าเสียดายกับ ศิลปะที่งดงามของอุโบสถ เป็นอย่างมาก  

       นั่นคือ  สาเหตุที่สำคัญของสภาพ วัดโพธิ์ประทับช้าง ที่ได้ถูกทำลายจากภัยธรรมชาติ หาได้เกิดจากการถูก พวกพม่า  เผาแต่อย่างใดไม่  เมื่อครั้งสมัยเกิดสงครามกับ กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐

 

 เหตุการณ์ที่สำคัญยิ่ง  ในทางประวัติศาสตร์  ของ  วัดโพธิ์ประทับช้าง  นั่นก็คือ

 

 .... การเสด็จขึ้นไปนมัสการ พระชินราช พระชินสีห์  ณ  เมืองพิษณุโลก  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙  ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔)  ทรงเสด็จมาพร้อมกับ  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  (ร.๕)  ซึ่งขณะนั้นทรงได้ บรรพชาเป็นสามเณร  ได้เสด็จมาโดย เรือพระที่นั่ง อรรคราชวรเดช   พร้อมด้วย ข้าราชบริพารทั้งหลาย 

        ได้ออกเรือพระที่นั่งจากกรุงเทพ ๆ  เมื่อ วันพฤหัสบดี  แรม  ๑  ค่ำ  เดือน  ๑๑   เลือกเวลากำลังน้ำขึ้นมาก ในขณะนั้นลำน้ำทาง เมืองพิจิตรเก่า ยังคงลึก  และพระองค์ได้เสด็จแวะนมัสการพระที่  วัดโพธิ์ประทับช้าง  ซึ่งสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี  พระเจ้าเสือ  ครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงสร้างไว้  ณ  ทีประสูติ  เมื่อพระบาทสมเด็จฯพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นนมัสการพระที่ วัดโพธิ์ประทับช้าง ครั้งนั้น พระองค์ทรงพระราชดำริว่า   พระบาทสมเด็จ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) ทรงผนวชอยู่  จึงโปรดฯให้ทรงพระราชยาน และให้กระบวนแห่เสด็จต่างพระองค์   ส่วนพระองค์เอง ทรงพระราชดำเนินตามพระราชยานไป  เรื่องนี้ถือกันมาว่า เป็นบุพนิมิตอันหนึ่ง ซึ่งแสดงว่า  พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะได้ทรงรับรัชทายาท

        การเดินทางในครั้งนั้นลำบากยากยิ่ง  เพราะลำน้ำแคบและคดคู้ ในที่บางแห่ง  ทั้งสายน้ำก็ไหลแรง พัดเรือพระที่นั่งเกยตลิ่งบ่อย ๆ  เสด็จไปจากกรุงเทพฯ  ๗  วัน  จึงถึง เมืองพิษณุโลก  เมื่อวัน พฤหัสบดี  แรม  ๘  ค่ำ  เดือน  ๑๑   ทรงประทับสมโภชพระชินราชอยู่  ๒  ราตรี  ถึงวันเสาร์  แรม  ๑๐  ค่ำ  เดือน  ๑๑  ก็เสด็จกลับมาทาง  คลองเรียง  คือ ลำน้ำพิจิตรใหม่ ในปัจจุบัน  ....

 

ข้อความจาก .... อธิบายเรื่องเรื่องเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ ....

จากหนังสือ ตามรอย สมเด็จพระเจ้าเสือ   หน้า  ๖๙  โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร    

 

อีกหลักฐานหนึ่งที่ขอนำมาอ้างอิง  คือ

         จดหมาย  จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕)                  

         ซึ่งพระองค์  ได้ทรงนิพนธ์ในระหว่างการเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ  ระหว่าง เดือนกันยายน เดือนพฤศจิกายน   พ.ศ. ๒๔๔๔    ในการนี่ทรงมีพระราชหัตถเลขา เป็นแบบรายงาน พระราชทานถึงที่ประชุมผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร(พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทววงศ์วโรปการ)   เพื่อแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบข่าวการเสด็จประพาส.  ตามความดังนี้ ...

 

(ฉบับที่  ๙)

                                                                                                    บ้านขมัง

                                           วันที่  ๑๓  ตุลาคม  ร.ศ. ๑๒๐

 

ถึงกรมหลวงเทวะวงษวโรปการ

         

         อนุสนธิรายงานวันนี้  ออกจาก บางมูลนาค เวลาเช้า  ๑  โมง  ตามระยะทาง  มีน้ำวน เชี่ยวแรง  หลายแห่ง  เพราะฉะนั้น  จึงต้องเปลี่ยนวิธีจูงเรือใหม่  ใช้ผูกขนานกับเรือกลไฟ  อยู่ข้างจะร้อนไม่สู้สบาย  แต่มั่นคงดีขึ้น  ได้ขึ้นมาถึงแพที่พัก บ้านขมัง  เวลาพลบ  แต่เรือในกระบวนมาถึงล่ามากจนถึง  ๒  ทุ่มแลยามหนึ่ง  ตามทางที่ขึ้นมา  ๒  ฝั่งเปนที่ลุ่มตลอด  มีแต่คันดินริม  แม่น้ำไม่สู้กว้าง  แต่ลุ่มเกินไป  น้ำฦกทำนาไม่ใคร่จะได้   ต้องขึ้นไปทำชายดอน  ห่างฝั่งน้ำขึ้นไปหลาย ๆ  สิบเส้น  ในที่ลุ่มเช่นนั้นน้ำใส  ไม่เปนที่ปลูกพืชพรรณอันใดได้ดี  เขาจึงได้ขุดคันหลิ่งปลูกกล้วย  มีมากขึ้นทุกปี   เปนคนยกมาจากข้างในซึ่งกลายเปนที่ดอนไป  แลคนเมืองพิไชย  ลงมาบ้าง  แต่ที่ยังเหลือว่างเปล่า อยู่มาก   เพราะคนมีน้อยกว่าที่มากนัก   ที่นี่ เกือบจะตรงแนว กันกับ   วัดราชาวาศ   ซึ่ง    พระบาทสมเด็จสมเด็จฯพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จขึ้นไปประพาส  แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าอยู่ตำบลใด  เพราะ น้ำคลองแควกลาง   ซึ่งขึ้นทาง เมืองศุโขไทย  แยกที่ตำบล  บางคลาน  ไปออกเหนือ  เมืองพิจิตร  นั้น  ได้แห้งขาดเปนห้วง เปนตอน มาเสียช้านาน  ผู้ว่าราชการเมืองกรมการเดี๋ยวนี้ ไม่มีผู้ใดเคยไปเห็น  ดูก็เปนน่าพิศวงที่เวลาเพียง  ๓๕  ปี  ๓๖  ปี  แม่น้ำซึ่ง เรืออรรคราชวรเดช  เคยขึ้นได้มากลายเปนดอนไปดังนี้  ทาง คลองเรียง ซึ่งขึ้นมาครั้งนี้ สังเกตดูก็ไม่ใหญ่โตกว่าแต่ก่อนมากนัก เรืออรรคราช ยังคงกลับไม่ได้ ต้องลอยลงไปอยู่นั่นเอง 

          ที่ตำบลนี้ไม่ได้ทำพลับพลาไว้แต่เดิม  เมื่อกรมทหารเรือขึ้นมาตรวจระยะทางยาวนัก   พระยาชลยุทธ จึงขอให้เติมพลับพลา   ซึ่งเปนการถูกแท้  ถ้าตามที่กะระยะไว้แต่เดิมเห็นจะถึง  ๒  ยาม  แต่เพราะมีวันกำหนดเร็ว จึงได้ถอยแพ พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก) แลกรมการ  ลงมาจอดเรียงกันเปนพลับพลา  แพนั้นทำใหญ่โต  แลรูปร่างแปลกกว่าที่แพในกรุงเทพฯ  กั้นห้องหับสนุกสนานมาก  ดูเหมือนกับเรือนบนบก  เปนที่สบายดีหมด  ยุงดูเหมือนจะมาก  แต่ไม่สู้มากนัก แต่ร้อนไม่มีลมเลย

                                                              (ลงชื่อ)    สยามมินทร์

 

จากบทความในตามรอย สมเด็จพระเจ้าเสือ”  หน้า  ๗๕  โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร 

 

หมายเหตุ   บ้าน  ขมัง   ในปัจจุบันนี้  เรียกกันว่า  บ้านฆะมัง   ตั้งอยู่ในเขต อ. เมืองพิจิตร  เยื้องทางแยกเข้า วัดโพธิ์ประทับช้าง

           คำว่า   วัดราชาวาศ  ที่  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕)  ทรงตรัสถึงนั้น  สันนิษฐานว่า เป็น วัดโพธิ์ประทับช้าง  ในปัจจุบันนี้แน่นอน   โดย  พิจารณา  ถือเอาข้อมูลต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องมาเป็นข้อสรุป  และ ชื่อวัด  ก็บ่งบอกกันชัดเจนอยู่แล้วว่า  วัดราชาวาส (ถ้าเขียนให้ถูก)  แปลว่า  วัดของพระราชา  ของกษัตริย์  นั่นเอง  

         

         และต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๐  เป็นวัดที่  สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  สมเด็จพระสังฆราช  องค์ที่   ๑๐  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ได้เสด็จมาประทับ  ณ  วัดท่าตำหนัก แห่งนี้  เมื่อคราวเสด็จมาตรวจเยี่ยม  วัดโพธิ์ประทับช้าง  ซึ่งประชาชนต่างก็ปลาบปลื้ม  ดีใจที่พระองค์เสด็จมา  ณ  ที่วัดแห่งนี้  เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาถึง วัดโพธิ์ประทับช้าง  ชาวบ้านได้เอาประตูโบสถ์ ซึ่งได้พังลงมา เช็ดถู ทำความสะอาดแล้ว นำมาให้พระองค์ประทับนั่ง  โดยเส้นทางที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมวัดโพธิ์ประทับช้างในครั้งนั้น  ชาวบ้านเรียกกันว่า ทางสายเสด็จ มาจนถึงปัจจุบันนี้  (คือ เริ่มจาก ต.เมืองเก่า ตั้งแต่ วัดนครชุม  ถนนเลียบคลองชลประทาน  -  ผ่าน วัดสิงห์จุฬามณี (โบสถ์ตาอินทร์)  ตามเส้นทางเรียบคลองชลประทานในปัจจุบันจนถึง วัดท่าตำหนัก และ วัดโพธิ์ประทับช้าง

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์กรมสงขลานครินทร์  เมื่อคราวเสด็จมาตรวจราชการทางเมืองเหนือ  ซึ่งพระองค์ได้เสด็จมาทางเรือ โดยได้มาลงเรือที่บ้าน นาย        คลังเพชร  ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ในสมัยนั้น แต่ไม่ได้เสด็จไปที่วัดทั้งสองแห่ง  ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ยังไม่แน่ชัด  ยังไม่มีหลักฐาน  อาศัยชาวบ้านเล่า ต่อ ๆ กันมา

          

          

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๔        พระบาทสมเด็จ ร.๕  ครั้งทรงบรรพชา เป็นสามเณร

 

 

 

                      

   สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส            สมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (สด็จเตี่ย)

              สมเด็จพระสังฆราช  องค์ที่  ๑๐


พื้นที่ และอาณาเขต ของวัดโพธิ์ประทับช้าง ในปัจจุบัน

         

        แต่เดิมนั้นสันนิษฐานว่า  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  ๓๐๐  ไร่  แต่ภายหลังจากที่วัดมีสภาพได้ร้างไปนาน  ชาวบ้านได้เข้ามาจับจองเป็นที่อยู่อาศัยบ้าง   ใช้ทำที่ทำกินบ้าง       ในปัจจุบันนี้คงมีพื้นที่ทั้งหมด    ประมาณ    ๙๕      ไร่ 

-   น.ส. ๓ ก เลขที่   ๔๐๗   แปลงที่   ๑๒๖   มีพื้นที่จำนวน    ๑๒   ไร่   ๑   งาน  ๒๐   ตารางวา   

-   น.ส. ๓ ก เลขที่   ๔๐๘   แปลงที่  ๑๒๗    มีพื้นที่จำนวน    ๘๐   ไร่   ๑   งาน    -    ตารางวา          

-   น.ส. ๓ ก เลขที่   ๔๐๑   แปลงที่   ๑๑๘    มีพื้นที่จำนวน      ๑   ไร่   ๓   งาน   ๔    ตารางวา      

-   ทิศเหนือจรดถนนทางหลวงแผ่นดิน สายฆะมัง โพธิ์ประทับช้าง (๑๓๐๐)    

-   ทิศใต้จรดที่ของ นายระดม     จุ้ยวอน

-   ทิศตะวันออกจรดคลองชลประทาน บี.อาร์. ๙๖.๗ แอล

-   ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำพิจิตรเก่า (แม่น้ำน่านสายเก่า)

 

ภาพถ่ายทางอากาศ   วัดโพธิ์ประทับช้าง  ในปัจจุบัน

 

เสนาสนะ  และ โบราณสถาน ที่สำคัญภายในวัด

 

 ๑.    อุโบสถ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย  มีกำแพงแก้วล้อมรอบ  ขนาดกว้าง  ๑๖  เมตร  ยาว  ๒๔   

       เมตร  ภายในประดิษฐานพระประธานปูนปั้น ชาวบ้านเรียกว่า  " หลวงพ่อโต "  อุโบสถก่อด้วยอิฐ

       ถือปูน  หลังคาเครื่องไม้ มุงด้วยกระเบื้อง  มีมุขหน้า หลัง ประตูและหน้าต่าง ประดับด้วยซุ้มที่มี

       ลวดลายงดงาม  โดย อุโบสถ และ พระประธานหันหน้าไปทิศตะวันตก ซึ่งเป็นแม่น้ำน่าเก่าบริเวณ

       อุโบสถ นั้นรายรอบด้วย   เจดีย์รายจำนวน    -   องค์     และ มีบรรณศาลารับรองทั้งสองข้าง

๒.    เจดีย์คู่ ย่อมุมสิบสอง ปล้องไฉนศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ฐานกว้าง  ๕  เมตร  สูง  ๘  เมตร 

๓.    วิหาร  ฐานสูง  ขนาดกว้าง  ๑๐   เมตร   ยาว    ๑๐.๗๐   เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของโบสถ์

๔.    เจดีย์  บริเวณหน้าวิหารศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย  ขนาดกว้าง  ๕   เมตร  ยาว   ๕    เมตร     

ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในบริเวณกำแพงแก้วรอบนอก มีขนาด กว้าง  ๗๐.๕๐  เมตร  ยาว  ๑๐๕.๒๐  เมตร

 

๕.    วิหาร  ตั้งอยู่ทิศใต้อุโบสถศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเครื่องบูชา 

      ขนาดกว้าง   ๑๑.๖๐   เมตร      ยาว     ๒๘.๗๐    เมตร

๖.    กุฏิสงฆ์  ตั้งอยู่บริเวณทางทิศใต้วิหารและเจดีย์   ขนาดกว้าง   ๒   เมตร    ยาว  ๔  เมตร

      มีกำแพงล้อมรอบ

๗.   ศาลาเก้าห้อง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย  ล้อมรอบด้วยกำแพง  ขนาดกว้าง   ๒๐    เมตร      

      ยาว   ๓๐    เมตร

๘.   สระน้ำ  ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ  ขนาดกว้าง    -   เมตร      ยาว      -    เมตร (ปัจจุบันได้ถมไปแล้ว) 

     ใช้จัดเป็นสนามฟุตบอล และตลาดชุมชน



พระตำหนัก (ศาล) ประทับ พระบรมรูป สมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่  ๘ (พระเจ้าเสือ)

 

 

 

 

เจ้าอาวาส ที่อยู่ปกครอง  วัดโพธิ์ประทับช้าง

 

  ลำดับเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ประทับช้าง  ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๒๔๒ - ๒๕๕๑)  

๑.    พระครูธรรมรูจีราชมุนี ได้รับการแต่งตั้งจาก สมเด็จพระเจ้าเสือ พ.ศ.๒๒๔๔ พ.ศ..........    

       ....................ไม่ทราบประวัติ ที่แน่ชัด ..............( ประมาณ  พ.ศ.  ๒๔๕๔ ๒๔๖๐ )

       มีประวัติเล่าว่า  วัดโพธิ์ประทับช้าง  ได้เป็นวัดร้างไปแล้ว ไม่มีพระภิกษุ อยู่จำพรรษา       

๒.   หลวงพ่อจันทร์                                                       พ.ศ. ๒๔๙๑ ๒๔๙๖

๓.    พระบก                                                                   พ.ศ. ๒๔๙๖ ๒๕๐๕

๔.    หลวงพ่อเขียว                                                       พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๕๐๕

๕.    พระแสวง                                                              พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๕๑๔

๖.     หลวงพ่อก่าย                                                        พ.ศ. ๒๕๑๔ ๒๕๑๕

๗.    พระอธิการประสิทธิ์                                               พ.ศ. ๒๕๑๖ ๒๕๑๗

๘.    พระอธิการน้อย                                                     พ.ศ. ๒๕๑๗ ๒๕๑๘

๙.   พระครูวิบูลธรรมาภรณ์ (ประยูร คุตฺตาทโร)         พ.ศ. ๒๕๑๘  - ๒๕๕๑

๑๐. พระสมุห์จรัญ   จนฺทสีโล                               พ.ศ. ๒๕๕๒ ปัจจุบัน