สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วัดท่าตำหนัก

ประวัติวัดท่าตำหนัก

(จากคำบอกบอกเล่าของ ปู่เทียน   พิทักษ์   อายุ  ๙๕  ปี  และปู่เมิน   รอดกำเนิด อายุ  ๙๓  ปี

ลูกศิษย์  วัดท่าตำหนัก    สัมภาษณ์   เมื่อ เดือนสิงหาคม   พ.ศ. ๒๕๔๘  )

 

             สันนิษฐานว่า  เป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยเมืองพิจิตรเก่า ประมาณ ๖๐๐  ปี เศษ  ก่อนสมัยพระเจ้าเสือ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  ๘  หรือ สมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี ) กษัตริย์ องค์ที่  ๒๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา  ได้มาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง  เดิมนั้นไม่ทราบเรียกว่าวัดอะไร  จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่ได้เล่าต่อ ๆ กันมา  ว่าเป็นสถานที่พักของกองช่าง  กองต่าง ๆ ที่สมเด็จพระเจ้าเสือ มาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง  เมื่อ  พ.ศ. ๒๒๔๒ ๒๒๔๔  เพราะเป็นสถานที่ใกล้เคียงกัน  ไม่ห่างไกลกันมากนัก 

             มีเจดีย์    จำนวน  ๒  องค์   เหลือแต่ฐาน  ฐานกว้างประมาณ  ๘ ๑๒  เมตร   คนเฒ่าคนแก่เรียกว่า  เจดีย์พระร่วง - พระลือ  องค์สูงใหญ่ เมื่อก่อน ประมาณ  ๕๐  ปีที่ผ่านมายังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์  ภายหลังถูกต้นยางบริเวณนั้นโค่นทับ และถูกบุคคลขุดเจาะเพื่อหาของมีค่า  ทำให้พังไป ทั้งสององค์  ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดท่าตำหนัก  ต่อมาได้มีการก่อสร้างอุโบสถ  ขึ้นเมื่อ ประมาณปี  พ.ศ. ๒๔๕๕   อาศัยหลักฐานจากตัวหนังสือ ตัวเลขที่เขียนบนก้อนอิฐ ที่ค้นพบ  (วันพฤหัศ  -  เดือน  ๑๒   -  ศก  ๑๓๑  ตรงกับ วันที่  ๒๑  เดือน พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๔๕๕  ขึ้น  ๑๓  ค่ำ  เดือน  ๑๒)  ซึ่งอาจเป็นการบูรณะสร้างขึ้นใหม่  ขนาดกว้าง  ๕  เมตร  ยาว   ๑๐  เมตร  หันหน้าไปทิศเหนือ  มีเสมาเป็นหินแกร่งเป็นเกล็ดระยิบระยับสวยงามแกะสลักด้วยลายพรรณไม้ดอก  ขนาดกว้าง  ๑๒  นิ้ว   สูง  ๑๗  นิ้ว  ลูกนิมิตเป็นหินขนาด ๒ ๓ คนหาม ลักษณะตามธรรมชาติ  ไม่ได้ขัดตกแต่งประการใด  ด้านหน้าซ้ายมือ  ห่างจากอุโบสถ  ๔  เมตร มีเจดีย์ อยู่  ๑  องค์  (น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับโบสถ์)

        -  หงษ์สัมฤทธิ์  ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเสา อย่างสวยงาม  บริเวณด้านหน้าวัด ใกล้ ๆ กับต้นสารภี  (ริมแม่น้ำพิจิตรเก่า)  หลังจากที่ได้เกิดโรคระบาดแล้ว ชาวบ้านได้พากันไปสร้างวัดท่าบัวทอง และได้นำเอา ระฆัง และพระพุทธรูป รวมทั้ง หงษ์สัมฤทธิ์ ไปด้วย (ต่อมา ได้สูญหายไป ในสมัย พระครูวิจักษ์ธรรมโฆษิต  (หลวงพ่อประสิทธิ์ )   เจ้าอาวาสวัดท่าบัวทอง   ๒๕๐๔ - ๒๕๓๘)

        -   พระพุทธรูป ทรงเครื่อง (สมัยต้นรัตนโกสินทร์) ชาวบ้านวัดดานน้อย ได้นำไปไว้ที่วัดดานน้อย  ต่อมาได้สูญหาญไป  เช่นกัน

        พระพุทธรูป สมัยเชียงแสน  สมัยหลวงพ่อเจียม  ธมฺมปาโล (สมัยอาจารย์ผิว) ได้เก็บรักษาไว้ที่วัดท่าบัวทอง ( ปัจจุบัน ได้ย้ายไปเก็บรักษา ที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดท่าบัวทอง)

        -  ระฆัง (คุณหญิงเสม   เป็นเจ้าภาพ  ผู้หล่อระฆัง) ไปเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าบัวทอง  ปัจจุบันเก็บรักษา อยู่ที่วัดโพธิ์ประทับช้าง โดย พระครูวิบูลธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อประยูร  จันทรมณี)

             วัดท่าตำหนัก  มี  หลวงปู่กลั่น   ฉายา   -    นามสกุล  จีนสุคนธ์   เป็นเจ้าอาวาส ท่านมีพี่น้อง  ๔  คน  พี่สาวคนหนึ่งชื่อ  ยิ้ม  เป็นภรรยา  กำนันพริ้ง   คลังเพชร  หลวงปู่กลั่น  ท่านจึงมีศักดิ์เป็นหลานของ  พระธรรมทัสสีมุนีวงค์  (หลวงปู่เอี่ยม)  วัดท่าหลวง  เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรในสมัยนั้น เพราะว่าท่านเป็นพี่ชายของโยมแม่หลวงปู่กลั่น  แต่ด้วยนิสัยของหลวงปู่กลั่น ที่ท่านชอบเลี้ยงควาย ซึ่งมีหลายตัวที่ชาวบ้านมามอบให้ ท่านก็เลยไม่ชอบนิสัยของหลวงปู่กลั่น และไม่ได้นิมนต์เข้าร่วมกิจสงฆ์ของวัดท่าหลวงอีกด้วย  นอกจากนี้ท่านยังเป็น สหธรรมมิก ของท่าน เจ้าคุณทักษิณมหาคณิตศร แห่งวัดอินทารามใต้ (วัดอินทรามวรวิหาร ) เขตธนบุรี  กรุงเทพ ฯ และท่านได้ส่งลูกศิษย์  คือ พระครูสังวราธิคุณ 

( หลวงปู่นาค  หย่ำวิลัย )  ไปศึกษา  ณ วัดอินทาราม  ได้เดินทางไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ในสมัยนั้น 

              ต่อมา  ได้เกิดโรคระบาด อหิวาตกโรค ผู้คนได้ตายกันเป็นจำนวนมาก  ซึ่ง ปู่เมิน มีอายุแค่เพียง  ๑๑  ปี  ยังได้ไปช่วยเขาแบก หามศพเอาไปฝัง จนบ่าเจ็บระบม ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๖

              หลังจากที่หลวงปู่กลั่นได้มรณภาพลง ประมาณ ปี  พ.ศ. ๒๔๗๒   ชาวบ้านได้นิมนต์พระจากที่ต่าง ๆ  มาอยู่จำพรรษาแทน  จนกระทั่ง  ประมาณปี  พ.ศ. ๒๔๗๔  ชาวบ้านได้นิมนต์ พระสมุห์รอด  จากคลองคะเชนทร์   เมืองเก่า  มาเป็นเจ้าอาวาส  หลังจากนั้นไม่นาน  ได้เกิดโรคระบาด ที่รุนแรง ทำให้ชาวบ้านล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  ส่วนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อพยพ ย้ายครอบครัวออกไปตั้งที่อยู่อาศัย  ที่บ้าน ท่าโพธิ์  ดงกลาง  ดงป่าคำ  วังสำโรง  ฯ  บ้าง  จนทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดร้าง ไปในที่สุด

                เมื่อ   เดือน  พฤษภาคม   ปี  พ.ศ. ๒๕๔๖   พระครูวิบูลธรรมาภรณ์   เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ประทับช้าง  ได้เป็นประธาน นำชาวบ้าน  พระภิกษุ  สามเณร   มาพัฒนา  บูรณปฏิสังขรณ์  บูรณะอุโบสถวัดท่าตำหนักขึ้น ได้ก่อสร้างเสนาสนะกุฏิ  ศาลาทำบุญ  ห้องครัว   ห้องสุขาฯ  และได้ส่งพระภิกษุ  สามเณร  มาอยู่จำพรรษา  เพื่อฉลองศรัทธาชาวบ้านได้บำเพ็ญบุญ

                และ ได้รับอนุญาต ยกฐานะวัดร้าง ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติ  เมื่อ  วันที่   ๒๔    สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๔๗    มีพื้นที่วัด   ทั้งหมด    ๓๑   ไร่  

             

            

              หมายเหตุ   วัดท่าตำหนัก  มีประวัติจากคำบอกเล่าว่า  เคยเป็นพลับพลาที่ประทับ  เป็นตำหนักที่พัก  ของมหากษัตริย์แต่ในอดีต  เช่น  สมเด็จพระเจ้าเสือ  เมื่อคราวเสด็จมาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง พ.ศ. ๒๒๔๒ ,  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  (ร.๔) และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  (ร.๕)   เมื่อคราวเสด็จประพาส เมืองเหนือ พิษณุโลก              

             สมเด็จพระเจ้าวรวงค์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์กรมสงขลานครินทร์ เมื่อคราวเสด็จออกตรวจราชการ  โดยได้เสด็จมาทางเรือ ตามแม่น้ำยม และได้ลงเรือที่บ้านท่าบัวทอง (ปัจจุบันเป็น ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง)  เป็นระยะทาง  ๔  กม.

             สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมวชิรญาณวโรรส  สมเด็จพระสังฆราช  องค์ที่  ๑๐  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อคราวเสด็จตรวจงานคณะสงฆ์  มณฑลทางเหนือ  เมืองพิษณุโลก   กำแพงเพชร  พิจิตร  เพชรบูรณ์  เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๖๐   โดยพระองค์เสด็จมาประทับ  ณ  วัดนครชุม  และได้เสด็จดำเนินจากวัดนครชุม มาตามเส้นทางจาก เชิงสะพานข้ามแม่น้ำพิจิตรสายเก่าบ้านท่าข่อย (คลองชลประทาน ปัจจุบัน) และ ได้มาประทับ  ณ  วัดท่าตำหนัก  ก่อนที่จะเสด็จไป วัดโพธิ์ประทับช้าง ซึ่งเป็นวัดร้าง ไม่มีพระอยู่จำพรรษา  โดย ชาวบ้านได้นำเอาประตู อุโบสถวัดโพธิ์ประทับช้าง มาถวายให้พระองค์ประทับนั่ง   ซึ่งได้มีประชาชนมาคอยต้อนรับเสด็จเป็นอันมาก  ทางที่พระองค์ทรงเสด็จมาเส้นนี้ได้ชาวบ้านพากันเรียกว่า    ทางสายเสด็จ ”  จนถึงปัจจุบัน    

          อาศัยมูลเหตุนี้      ชาวบ้านจึงได้เรียกชื่อวัดว่า      วัดตำหนัก   บ้าง  ,   วัดพระตำหนัก  บ้าง  ,

วัดลาดตำหนัก  บ้าง        ปัจจุบัน   เรียกว่า      วัดท่าตำหนัก  ” 

 

view