สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วัดไผ่รอบ

ประวัติวัดไผ่รอบ


ตำบลไผ่รอบ      อำเภอโพธิ์ประทับช้าง      จังหวัดพิจิตร
                                                                                               

ปฐมเหตุบ้านไผ่รอบ

 
              บ้านไผ่รอบแต่เดิมนั้นเป็นผืนป่าใหญ่    ต่อมาได้มีประชาชนเข้ามาจับจองแผ้วถางเป็นที่ทำกินจนเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้น  ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทรงดำ (ไทยโซ่ง) ซึ่งอพยพมาจากทางภาคใต้  คือ จังหวัดเพชรบุรี   

และทางภาคกลาง  คือ  จังหวัดราชบุรี    จังหวัดนครปฐม   จังหวัดสุพรรณบุรี  นอกจากนั้นคนไทยที่อาศัยอยู่หมู่บ้านใกล้เคียงได้เข้ามาจับจองพื้นที่ทำกินเช่นกัน  ต่อมามีชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย    เข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านไผ่รอบประกอบอาชีพทางการกสิกรรมและ ค้าขาย   บ้านไผ่รอบในสมัยนั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ  อยู่ในเขตการปกครองของ  ตำบลวังจิก    อำเภอเมือง    จังหวัดพิจิตร   ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน   ประกอบอาชีพทางด้านกสิกรรม  

               ต่อมาปี พ.ศ. 2483  บ้านไผ่รอบได้แยกเขตการปกครองตนเองออกจากตำบลวังจิก    มาเป็นตำบลไผ่รอบ  แต่ยังอยู่ในเขตการ ปกครองของอำเภอเมืองพิจิตร โดยมี หมื่นอารักษ์มุจรินทร์ ( พิน  บุญอิ่ม ) เป็นกำนันคนแรก   

                ต่อมาเมื่อวันที่   24   มิถุนายน   พ.ศ. 2510   ทางจังหวัดได้เปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่  โดยแยกอำเภอเมืองพิจิตร  ออกมาเป็นกิ่งอำเภอโพธิ์ประทับช้าง     มี  นายสัญญา    ทิภานันท์    ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากิ่งอำเภอโพธิ์ประทับช้าง      บ้านไผ่รอบจึงขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอโพธิ์ประทับช้าง 

                และต่อมาเมื่อวันที่   กันยายน    พ.ศ. 2516   ได้รับการยกฐานะจากกิ่งอำเภอโพธิ์ประทับช้างเป็น อำเภอโพธิ์ประทับช้าง   มี นายมณฑล    ปรีชาภีรศาสตร์    เป็นนายอำเภอคนแรก  

                ชาวบ้านไผ่รอบ   เป็นคนที่มีความสามัคคี   มีเมตตา    เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะมาจากที่ใดก็ตาม     หากไม่มีที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัย   ถ้าพอช่วยได้จะให้การช่วยเหลือทันที  มีกิจกรรมงานบุญหรืองานในหมู่บ้านจะบอกถึงกันเสมอมิได้ขาด   หรือถ้าไม่บอกก็จะไปช่วยเหลือโดย ไม่เกี่ยงงอน    ประดุจดังเป็นพี่น้องหรือญาติกันทั้งหมู่บ้าน    จึงทำให้ ชาวบ้านไผ่รอบ อยู่กันด้วยความ สงบสุขตลอดมา    การคมนาคมของชาวบ้านไผ่รอบในสมัยก่อน    ไปมาไม่สะดวกเนื่องจาก  ไม่มีถนน อย่างเช่นปัจจุบัน    ช่วงฤดูแล้งการสัญจรไปมาต้องเดินด้วยเท้า  ล้อ  เกวียน  หรือขี่ม้า  พอถึงฤดูฝนช่วงน้ำหลาก    น้ำจะล้นออกจากแม่น้ำยมมาเต็มทุ่งนา    ชาวบ้านจึงได้เปลี่ยนการสัญจรจากการเดินเท้าเป็นเดินทางด้วยเรือ    ไปตามลำคลอง     แต่ก็ยังไม่สะดวกเพราะต้องใช้ระยะเวลานานในการเดินทาง  เช่นไปทำธุระใน ตัวเมืองพิจิตร   ต้องเดินทางแต่เช้าตรู่ ประมาณตี สี่  (04.00 น.)  หากสายอากาศจะร้อนหรือไปถึงช้ากลับไม่ทันในวันเดียวกัน    ถ้าซื้อของ  หรือมีสัมภาระต้องใช้วิธีหาบคอน   เป็นระยะทางประมาณ 30  กิโลเมตร  กลับถึงบ้านก็เป็นเวลาค่ำหรือมืด
 

ปฐมเหตุแห่งการสร้างวัดไผ่รอบ

 
                ชาวบ้านไผ่รอบเป็นชาวพุทธ   นับถือพระพุทธศาสนา   พอถึงฤดูกาลวันสำคัญต่างๆ ประชาชนบ้านไผ่รอบก็พร้อมใจกันไปร่วมทำบุญที่วัดโดยการเดินเท้า   ซึ่งในขณะนั้นวัดที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ วัดวังจิก    ตำบลวังจิก     หากเป็นช่วงฤดูฝนน้ำหลาก  จะพายเรือไปกันมิได้ขาด  ซึ่งระยะทางจาก บ้านไผ่รอบ ถึง วัดวังจิก ประมาณ  5   กิโลเมตร   ใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณชั่วโมงเศษ    จึงเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำบุญและประกอบพิธีทางศาสนาในแต่ละครั้ง    เนื่องจากการเดินทางสัญจรไปมา     ไม่สะดวกและระยะทางไกล   ชาวบ้านไผ่รอบ    จึงได้ประชุมปรึกษากันในการที่จะสร้างวัดขึ้นที่บ้านไผ่รอบ    เพื่อเป็น  ศูนย์กลางยึดเหนี่ยวทางจิตใจ     และการจัดกิจกรรมต่างๆในการเชื่อมความสามัคคี   อีกทั้งเป็นการสะดวก ต่อการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา   การฟังธรรม     และทำนุบำรุงพระศาสนา     ชาวบ้านไผ่รอบจึงได้ ตกลงใจในการที่จะสร้างวัดขึ้นในหมู่บ้านของตน    

                โดยได้รวบรวมเงินที่ชาวบ้านไผ่รอบช่วยกันสละมาได้  พอประมาณทำการขอซื้อที่ดินของ  นายเขียว   แซ่ตั้ง   ชาวจีนซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทยอาศัยอยู่ที่ บ้านไผ่รอบ      ที่ดินแปลงนี้ใช้ประกอบอาชีพทำไร่    เป็นที่ดอนไม่มีน้ำท่วมถึง  นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การ สร้างวัด  ด้านหน้าติดกับ ลำคลอง    สามารถใช้สัญจรไปมาได้สะดวก  โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด จำนวน 22  ไร่  3 งาน   93  ตารางวา  (จากบัญชีสังฆภัณฑ์วัดไผ่รอบ   พ.ศ. 2516)

                โดยมี  ผู้ใหญ่จุ้ย ไม่ทราบนามสกุล   พร้อมด้วย ตาแป     ผู้เป็นพ่อ ผู้ใหญ่ปั่น     เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงได้ซื้อที่ดินมาเป็น จำนวนเงินทั้งหมด   4    บาท (สี่บาทถ้วน)    และได้ทำการออกรางวัด โดย กำนันตำบลวังจิก   ซึ่งดำรงตำแหน่งในขณะนั้น     ทำการเริ่มสร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2461       โดยได้สร้างกุฏิขึ้นแถวชายคลอง     เป็นกุฏิทำด้วยไม้จริง  เครื่องบนไม้ไผ่   หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก  3 หลัง 

                โดยแต่ละหลังมีขนาดกว้าง  5.50  เมตร  ยาว  18   เมตร   แบ่งห้องออกหลังละ   3   ห้อง  รวม   9   ห้อง   และได้สร้างหอสวดมนต์หอฉันขึ้นอีก   1   หลัง   ทำด้วยไม้จริง   หลังคามุงแฝก   เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของ พระภิกษุสงฆ์   สร้างเสร็จเมื่อวันที่   22   มิถุนายน  พ.ศ.  2461   ตรงกับวันอาทิตย์แรม  9  ค่ำ  เดือน  7        เมื่อสร้างเสร็จได้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาอยู่จำพรรษาประมาณ  8   รูป   โดยมี พระอาจารย์พรหมา     สุมงฺคโล    เป็นหัวหน้าผู้ปกครองดูแล    หลังจากนั้นบ้านไผ่รอบก็เจริญขึ้นเรื่อยมา   ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   มีฐานะมั่นคงขึ้น    จึงได้ช่วยกันทำนุบำรุงและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดตลอดมาตามลำดับจนถึงปัจจุบันนี้

ประวัติวัดไผ่รอบ
               

       วัดไผ่รอบ ได้เริ่มก่อสร้างมาเมื่อปี พ.ศ.2461 และได้รับการประกาศตั้งวัดเมื่อวันที่  6 มีนาคม  พ.ศ. 2462  

 ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี  ขึ้นค่ำ  เดือน ปีมะเมีย  สัมฤทธิศก  จ.ศ. 1280  

       เดิมมีชื่อว่า   วัดเนินตาล   เพราะ ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของหมู่ บ้านเนินตาล  

       ต่อมาปี พ.ศ.  2468 บ้านเนินตาล ได้แยกเขตการปกครองภายในเพิ่มอีกหนึ่งหมู่บ้านคือ บ้านคลอยาง  

      วัดเนินตาล  นั้นอยู่ในเขตการปกครองของ บ้านคลองยาง   จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น   วัดคลองยาง  

      ต่อมาปี พ.ศ.  2483   บ้านไผ่รอบ ได้แยกการปกครองออกจาก ตำบลวังจิก มาเป็น ตำบลไผ่รอบ   

     วัดคลองยาง   จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า    วัดไผ่รอบ   ตามชื่อตำบลที่ได้ตั้งขึ้นใหม่    และได้ใช้ชื่อนี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน  โดยมีเนื้อที่เมื่อแรกเริ่มสร้างวัดนั้น จำนวน   22  ไร่  3  งาน   93   ตารางวา   

                ต่อมาได้มีการออกรางวัดใหม่โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นแนวทาง แล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ใหม่   ออกให้เมื่อวันที่   12  เมษายน    พ.ศ.  2519  เนื้อที่ของ  วัดไผ่รอบ  กลับเหลือเพียง   11  ไร่  3  งาน  97  ตารางวา  

                ปัจจุบัน วัดไผ่รอบ  ตั้งอยู่เลขที่   62   หมู่   8   ตำบลไผ่รอบ   อำเภอโพธิ์ประทับช้าง   จังหวัดพิจิตร   เป็นวัดราษฎร์    สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย   โดยมีเนื้อที่ดังนี้

                                                          
               ทิศเหนือ ติดกับทางสาธารณะประโยชน์ และโรงเรียนวัดไผ่รอบ
               ทิศใต้ ติดกับทางสาธารณะประโยชน์
               ทิศตะวันออก ติดกับลำคลองสาธารณะประโยชน์
               ทิศตะวันตก ติดกับทางสาธารณะประโยชน์

               
                                   

การก่อสร้างถาวรวัตถุของวัดไผ่รอบ
               

           พ.ศ.  2461    ชาวบ้านไผ่รอบได้ร่วมกันสร้างกุฏิไม้จริง   เครื่องบนไม้ไผ่  หลังคามุงแฝกขึ้น  1   หลัง  3  ห้อง  ขนาดกว้าง   5.50  เมตร  ยาว   18  เมตร   ได้ไปนิมนต์พระอาจารย์พรหมา    สุมงฺคโล   มาอยู่เป็นหัวหน้าได้สร้างกุฏิเพิ่มอีก   2    หลัง   6   ห้อง   เป็นกุฏิทีมีเสาและพื้นเป็นไม้จริง  เครื่องบนเป็นไม้ไผ่  หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก ขนาดกว้าง 5.50  เมตร  ยาว 18  เมตร  ได้สร้างหอฉันขึ้นอีก  1  หลัง    พื้น เสา เครื่องบนเป็นไม้จริงหลังคามุงด้วยหญ้าแฝกได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นอีก  1   หลัง  มีขนาดกว้าง   18   เมตร   ยาว   26 เมตร มีพื้น เสา เครื่องบนเป็นไม้จริง  หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก (สร้างในพรรษา)
                พ.ศ.  2465   พระอธิการบุญช่วย    ไม่ทราบฉายา   ได้เป็น เจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ   ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบทำการซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์กุฏิหลังเก่า    ซึ่งทรุดโทรมลงให้เป็นกุฏิที่มีความคงทนถาวรขึ้น    โดยเปลี่ยนเป็นไม้จริงทั้งหมด   หลังคามุงด้วยสังกะสี       

                พ.ศ.  2488 พระอธิการบ่ม    ธมฺมนนฺโท   เป็น เจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ   ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบสร้างอุโบสถขึ้นทำด้วยไม้จริงทั้งหลัง   หลังคามุงด้วยสังกะสี เป็นพระอุโบสถที่โล่ง ไม่มีฝา   เพื่อมีไว้ทำสังฆกรรมและให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา   พระอธิการบ่ม    ธมฺมนนฺโท  ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบทำการรื้อถอนกุฏิหลังเก่าออก   มาตั้งใหม่โดยย้ายจากกุฏิชายคลอง  (กุฏิ  9  ห้อง)  ขึ้นมาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอุโบสถ (กุฏิ 7 -

ห้อง  5  ห้อง)

                พ.ศ. 2491 พระอธิการบ่ม    ธมฺมนนฺโท   ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบ ทำการรื้อถอนศาลาการเปรียญหลังเก่าซึ่งทรุดโทรมออก   และทำการสร้างใหม่ให้มั่นคงถาวรมากขึ้น   โดยมีความกว้าง  24   เมตร   ยาว  36    เมตร  ทำด้วยไม้ทั้งหลัง  เสาไม้กลม  หลังคามุงด้วยกระเบื้อง (  ศาลาการเปรียญหลังเก่าในปัจจุบัน  )

                พ.ศ.  2500    เจ้าอธิการโชติ    กิตฺติยโส    เป็น รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ    ได้สร้าง หอสวดมนต์ขึ้น    มีความกว้าง    8   เมตร   ยาว   12   เมตร   ทำด้วยไม้ทั้งหลัง    หลังคามุงด้วยกระเบื้องหน้าวัว   ซึ่งก็คือ หอฉันในปัจจุบันนี้    และได้ทำการสร้างกุฏิขึ้นใหม่อีก    14    หลังโดยได้ย้ายมาสร้างทางทิศตะวันตกของที่วัด   โดยแบ่งเขตพื้นที่วัดออกเป็น  2   เขตคือ   เขตพุทธาวาสและสังฆาวาส    โดยใช้เส้นทางเดินผ่านวัดเป็นเขต (ถนนคอนกรีตในปัจจุบัน)โดยร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบและชาวบ้านใกล้เคียงร่วมกันสร้างขึ้น

                พ.ศ. 2510   เจ้าอธิการโชติ    กิตฺติยโส   เป็น เจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบและหมู่บ้านใกล้เคียง  พร้อมด้วยคณะศรัทธาศิษยานุศิษย์   ได้รื้อถอนพระอุโบสถหลังเก่าออก   แล้วสร้าง    พระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นในพื้นที่เดิม    ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) เครื่องบนเป็นไม้   มุงด้วยกระเบื้องเกล็ดปลา    เมื่อข้างขึ้นเดือน 8   ปีมะแม   จ.ศ. 1329   ก่อนเข้าพรรษา   มีขนาดความกว้าง 10   เมตร  ยาว  24   เมตร 

                ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่   7   พฤศจิกายน  พ.ศ. 2522  และจัดงานฝังลูกนิมิตพระอุโบสถขึ้นในวันที่  22-28  กุมภาพันธ์   พ.ศ. 2526
                พ.ศ. 2531   พระครูพิพัฒน์โชติธรรม (หลวงพ่อโชติ   กิตฺติยโส) ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบและหมู่บ้านใกล้เคียง    พร้อมด้วยคณะศรัทธาพิจิตร-กรุงเทพ ฯ   สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่  เป็นศาลา ทรงไทย สองชั้นทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.)  มีความกว้าง   15   เมตร   ยาว   24   เมตร  แทนศาลา     การเปรียญหลังเก่าซึ่งทรุดโทรมลงไป   ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับศาลาหลังเก่า  

                พ.ศ.  2533    พระครูพิพัฒน์โชติธรรม    ได้ร่วมกับชมรมเตาปูน พิจิตร   และชาวบ้านไผ่รอบ    สร้างเมรุเผาศพขึ้น     มีขนาดกว้าง   4  เมตร    ยาว  8    เมตร    สูง    10   เมตร    ลักษณะทรงไทยมีมณฑปหน้า    ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  (คสล.)  เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำฌาปนกิจศพ  

                พ.ศ.  2537   พระครูพิพัฒน์โชติธรรม    ได้ร่วมกับชมรมเตาปูน พิจิตร   และชาวบ้านไผ่รอบ   สร้างศาลาธรรมสังเวชขึ้น   มีขนาดกว้าง   8   เมตร   ยาว   20  เมตร   ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.)    เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดงานฌาปนกิจศพ  

                พ.ศ.  2540   พระครูพิพัฒน์โชติธรรม    ร่วมกับ นายกิตติ  บุญอิ่ม   พร้อมด้วยคณะ และ ชาวบ้านไผ่รอบ  ได้ร่วมกัน    สร้างกำแพงวัด พร้อมกับ สร้างซุ้มประตูวัดไผ่รอบ ขึ้นในปีเดียวกัน  โดยร่วมกับ ชาวบ้านไผ่รอบ และ นายขรรชัย - นางสุนีย์   ปัญจมาพิรมย์ ,นายน้อย -  นางกมลรัตน์     ด่านวัฒนชัย  , นายยงยุทธ  -  นางธารทิพย์     เหลืองสว่าง    ร่วมสร้างซุ้มประตูทางด้านทิศเหนือ    และมีนายหัด  -   นางสำราญ    เกษมสงคราม   ร่วม สร้างซุ้มประตูทางทิศใต้ ด้านนอกต่อถนนลาดยางโดย จัดสร้างเป็นจำนวน   4   ซุ้ม   คือ   ซุ้มทิศเหนือ   ซุ้มทิศตะวันออก    และซุ้มทิศใต้ด้านใน ด้านนอก

                 พ.ศ.  2547    พระวิชัย     วิชโย   รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ   ได้ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบ สร้างหอระฆัง ขึ้นตั้งอยู่ติดกับ ศาลาการเปรียญ  มี นายคิน    โคแล  และครอบครัว  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการก่อสร้าง   ลักษณะเป็นแบบทรงไทยสองชั้นทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก(คสล.) 

                พ.ศ.  2547    พระอธิการวิชัย     วิชโย   ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบและหมู่บ้านใกล้เคียงพร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ของ พระครูพิพัฒน์โชติธรรม     สร้างวิหารขึ้น เมื่อวันที่    30   มีนาคม    พ.ศ.  2547   ซึ่งตรงกับ     วันอังคารขึ้น   10   ค่ำ  เดือน   5    ปีมะแม   เบญจศก   จ.ศ.  1365   โดยมี พระครูพิสิฐโพธิคุณ     เป็นประธาน     เป็นวิหารแบบทรงไทยจัตุรมุข    ขนาดกว้าง   8   เมตร   ยาว   12   เมตร   ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก(คสล.)   เพื่อเป็นอุทิศณานุสรณ์

และเพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีที่มีในตัว หลวงพ่อพระครูพิพัฒน์โชติธรรม   ซึ่งท่านได้ให้ความช่วยเหลือแก่หมู่ชนเป็นอันมาก   โดยเฉพาะ ชาวไผ่รอบ พิจิตร    และเป็นผู้ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่วัดไผ่รอบ   ทำให้วัดไผ่รอบเป็นที่รู้จักของหมู่ชนกว้างขวางมากขึ้น
                พ.ศ.  2547     พระอธิการวิชัย      วิชโย     ร่วมกับชาวบ้านไผ่รอบ    ทำการรื้อถอนกุฏิหลังเก่าที่ทรุดโทรมออกแล้วทำการสร้างขึ้นใหม่    โดยจัดระเบียบแผนผังของวัดใหม่   นำเอาไม้กุฏิหลังเก่า ที่รื้อออกมาจัดสร้างใหม่เป็นแบบกุฏิเดี่ยวทรงไทยประยุกต์มี ขนาดกว้าง    3   เมตร    ยาว   5.5   เมตร    จำนวน    10   หลัง    5   ห้องน้ำ  ได้สร้างขึ้นเป็นแนวทางทิศตะวันตกติดชิดกับเขตของโรงเรียนวัดไผ่รอบ     หันหน้ากุฏิไปทางทิศตะวันออก    โดยได้เริ่มทำการก่อสร้างเมื่อวันที่   11   กันยายน   พ.ศ.  2547   ตรงกับ      วันเสาร์แรม   12    ค่ำ   เดือน   9    ปีวอก    จ.ศ.  1366   และได้ทำการย้ายกุฏิที่มีสภาพดีอยู่อีกจำนวน    4   หลัง   ให้เข้าระเบียบเป็นแถวเป็นแนว   ทำการซ่อมแซมในส่วนที่ทรุดโทรมเสียหายให้ดีขึ้นใช้การได้ดังเดิม   โดยดีดย้ายไปไว้ทางทิศเหนือทั้ง  4   หลัง  และได้สร้างห้องน้ำขึ้นอีก  2   หลัง   4   ห้อง โดยหันหน้ากุฏิไปทางทิศใต้

 

การศึกษาประชาบาลวัดไผ่รอบ

                ได้ทำการเปิดการเรียนการสอน พระปริยัติธรรมของ พระภิกษุ สามเณร ขึ้นในปี พ.ศ. 2496  ซึ่งมี  พระอธิการเหมือน    ธมฺมธโร    เป็นเจ้าอาวาส    ได้เปิดทำการสอนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน     เปิดสอนตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี โทเอก  และนักธรรมศึกษา  ในบางปี    โดยเข้าไปสอบที่สนามสอบ    เขตอำเภอเมือง   

                แต่เมื่อ พระครูพิพัฒน์โชติธรรม  ได้เป็น เจ้าคณะอำเภอโพธิ์ประทับช้าง   จึงได้ทำการเปิดสนามสอบนักธรรมสนามหลวงขึ้นที่  วัดไผ่รอบ   และเปิดสอบเรื่อยมาจนกระทั่งท่านได้มรณภาพลง (พ.ศ.  2518 – พ.ศ.  2545)   จึงได้เปลี่ยนสนามสอบไปที่ วัดไผ่ท่าโพใต้  

                การศึกษาประชาบาลในสมัยนั้น  ทางหน่วยงานราชการ ได้ขอใช้ ศาลาการเปรียญ ของวัดไผ่รอบ    ทำการจัดตั้งโรงเรียนประชาบาล เปิดการสอนนักเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ถึง  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4  

                โดยตั้งขึ้นในวันที่   5   สิงหาคม   พ.ศ.  2477   มี นายบุญช่วย    จันทรมณี   ดำรงตำแหน่งครูใหญ่   ซึ่งในขณะนั้น   พระอธิการบ่ม     ธมฺมทีโป   เป็น เจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ    โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนวัดไผ่รอบ   

                เปิดทำการเรียนการสอนเรื่อยมาตลอด   หยุดเรียนใน     วันโกน - วันพระ  (ขึ้น –  แรม  8  ค่ำ , 14  ค่ำ , 15 ค่ำ)  กระทั่งถึงในสมัยของ   นายเอนก    สงขะกุล   เข้ามารับตำแหน่งครูใหญ่     จึงได้ย้ายสถานที่ทำการเรียนการส่อนไปอยู่ที่โรงเรียนวัดไผ่รอบในปัจจุบัน    เนื่องด้วยจำนวนนักเรียนมากขึ้น    สถานที่ไม่เพียงพอต่อการแบ่งชั้นสอน    แต่ก็ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่   เมื่อปี พ.ศ.  2513    แม้จะย้ายออกไปแต่ความผูกพันกันระหว่างโรงเรียนและวัดก็ยังเป็นเช่นเดิม   คือให้ความช่วยเหลือกันมาโดยตลอด   เช่น   ทางวัดจัดงานหรือมีกิจกรรม    โรงเรียนจะส่งนักเรียนมาช่วยงานเสมอ   ในการสอบสนามหลวงของ   พระภิกษุสามเณร    ครั้งแรกทางวัดจะอาศัยอาคารเรียนของโรงเรียนเป็นสนามสอบอยู่หลายปี หากโรงเรียนจัดกิจกรรมทางวัดก็ให้ความอุปถัมภ์และสนับสนุนตลอดเสมอมาจนถึงปัจจุบันนี้  

                ในวันที่   8   มีนาคม   พ.ศ.  2538   พระครูพิพัฒน์โชติธรรม  ได้เปิดศูนย์อบรมเด็กเล็กก่อนเกณฑ์ขึ้น   โดยใช้สถานที่บริเวณชั้นล่างของศาลาการเปรียญเป็นที่ทำการของศูนย์ฯ    มี     นางนงลักษณ์     พุทธรักษา   เป็นหัวหน้าศูนย์ ฯ      รับเด็กตั้งแต่อายุ   2 – 4  ขวบ   มีครูพี่เลี้ยงทั้งหมด   4   คน   นับว่าเป็นการแบ่งเบาภาระของครอบครัวในการ   ที่จะได้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนได้สะดวกยิ่งขึ้น    และเด็กก็ได้รับการดูแลในเรื่องการศึกษา  รวมทั้งด้าน     สุขภาพให้ถูกสุขลักษณะอนามัย ตามวัยที่ควรได้รับ  มาตลอดจนถึงปัจจุบัน      

 


ลำดับนามเจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ


1.   พระพรหมา    สุมงฺคโล                                                พ.ศ.  2460 – 2464

2.  พระสีดา     ไม่ทราบฉายา                                            พ.ศ.  2464 – 2465

3.  พระอธิการบุญช่วย   ไม่ทราบฉายา                              พ.ศ.  2465 – 2469

4.  พระจันทร์    ไม่ทราบฉายา                                           พ.ศ.  2469 – 2473

5.  พระอธิการบ่ม    ธมฺมทีโป                                            พ.ศ.  2474 – 2480

6. พระลำ   สุขิโต                                                              พ.ศ.  2480 - 2484

7.  พระเหลี่ยม   ไม่ทราบฉายา                                          พ.ศ.  2484 – 2486

8.  พระอธิการบ่ม    ธมฺมนนฺโท                                          พ.ศ. 2486 – 2494

9.  พระอธิการเหมือน    ธมฺมธโร                                       พ.ศ.  2494 – 2497

10.  พระครูพิพัฒน์โชติธรรม (โชติ    กิตฺติยโส)                พ.ศ.  2498 – 2545

11. พระครูพินิตกิจจาธร (สนอง   กิจฺจธโร)                       พ.ศ.  2545 – 2546
12. พระบุญธรรม    ถิรปุญฺโญ                                            พ.ศ.  2546 – 2547

13. พระอธิการวิชัย  วิชโย                                                 พ.ศ.  2547 – ปัจจุบัน

 
 
คณะผู้จัดทำ


พระอธิการวิชัย     วิชโย                       เจ้าอาวาสวัดไผ่รอบ
นายสมศักดิ์    ธารทอง                        ไวยาวัจกรวัดไผ่รอบ

ข้อมูลจาก


พระอธิการยา    กลฺยาณธโร                เจ้าอาวาสวัดหนองไม้แดง
นายหมู     เอียหาญ      นางปัน            สายทอง          นางไร     แซ่ห่าน    นางนวล    สิงห์วี

หนังสืออ้างอิงต่างๆ    เรียบเรียงเมื่อวันที่  18  สิงหาคม   พ.ศ. 2548

 

 

 

view